“บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” เปิดเกมรุกตลาด “HNW” ชูกลยุทธ์ "Life Style Privilege"… พร้อมชู 5 กลยุทธ์ฝ่าตลาดผันผวน เน้น “Inflation Hedge” คาด “ทองคำ” กลับมาทำ “จุดสูงสุดใหม่” 5,700 ดอลล์ !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...“บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” เป็น “Open Architecture” ขายกองทุนรวมเป็นหลักที่ธุรกิจมี “กำไรสุทธิ” ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดทำธุรกิจในปี2021
ปี25 บริษัทมีกำไรสุทธิ 27.84 ล้านบาท เติบโตขึ้น 44% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่มีต่อแนวทางการให้บริการของบริษัท
โดยในปีนี้ตั้งเป้าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การแนะนำ (AUA) “โตเท่าตัว” ทะยานแตะ 3 หมื่นล้านบาท พร้อมเป้ากำไรสุทธิโตเพิ่มขึ้นอีก 40% ต่อเนื่อง
พร้อมรุกตลาด “High Net Worth” (HNW) เต็มรูปแบบ ชูกลยุทธ์ "Life Style Privilege" ผสานการลงทุนระดับพรีเมียม
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนเน้นไปที่ “Inflation Hedge” หาประโยชน์จากสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
ที่สำคัญยังมีมุมมองเชิงบวกกับ “ทองคำ” และคาดว่าจะกลับมาทำ “สถิติสูงสุดใหม่” ที่ระดับ 5,700 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ได้อีกครั้งในปีนี้ ดังนั้นราคาทองที่ย่อลงในช่วงนี้จึง “น่าสนใจลงทุน” เป็นอย่างยิ่ง
สำหรับทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนในปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้บริหารสูงสุด” ขององค์กรแห่งนี้กัน
ตั้งเป้ากำไรปีนี้โต 40%...เปิดเกมรุกตลาด “HNW” พร้อมชูกลยุทธ์ "Life Style Privilege"
โดย “พงศกร พูนพิเชฐธรรม” กรรมการผู้จัดการ บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น บอกว่า “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” เป็นลูกของ “บลจ.วรรณ” เราตั้งบริษัทมาเมื่อ 5 ปีก่อนเพื่อให้บริการด้าน “Wealth Solution” ตั้งแต่เริ่มต้น โดยธุรกิจหลัก คือ “การซื้อขายกองทุนรวม” ที่มีให้เลือกครบทุกบลจ. ด้วยระบบที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์นักลงทุนได้ทุกกลุ่ม สิ้นปี25 มีฐานลูกค้าประมาณ 3 หมื่นราย มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การแนะนำ (AUA) ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 27.84 ล้านบาท เติบโตขึ้น 44% จากปีก่อนหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่มีต่อแนวทางการให้บริการของบริษัท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาบริการและเอกสิทธิ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

(พงศกร พูนพิเชฐธรรม)
“อย่างไรก็ตามกลุ่มลูกค้าที่เราโฟกัสจริงๆ จะเป็น ‘ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง’ (HNW: High Net Worth) ซึ่งปีนี้เราแบ่งลูกค้าเป็น 4 กลุ่ม เพื่อที่จะดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ 1) The Pinnacle Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 100 ล้านบาทขึ้นไป), 2) Canopy Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 50 ล้านบาทขึ้นไป), 3) Sapling Pines (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 10 ล้านบาทขึ้นไป) และ 4) Pinecone (สินทรัพย์ภายใต้การบริหารต่ำกว่า 10 ล้านบาท) โดยปีนี้ตั้งเป้าจะเพิ่ม ‘ผู้แนะนำการลงทุน (RM: Relationship Manager)’ ขึ้นเท่าตัวเป็น 22 คน จากเดิมที่มีอยู่ 12 คน เพื่อดูแลลูกค้ากลุ่ม HNW อย่างใกล้ชิด”
จับมือ 2 “พันธมิตร”...มอบสิทธิประโยชน์สุดพรีเมี่ยมให้ลูกค้า “HNW”
ภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “Secure Your Wealth, Liberate Your Time” ที่มุ่งเน้นการปกป้องความมั่งคั่งเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้เวลาแห่งความสุขได้อย่างเต็มที่ บริษัทจึงเดินหน้าส่งมอบคุณค่าที่มากกว่าผลกำไรจากการลงทุน โดยในปีนี้ ได้เปิดตัวแนวคิด “Life Style Privilege” เพื่อมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่คัดสรรมาเป็นพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าคนสำคัญ
ล่าสุดบริษัทได้เป็นพันธมิตร “บัตรเครดิต อเมริกัน เอ็กซ์เพรส” (AMEX: American Express) มอบเอกสิทธิ์ระดับโลกแนะนำสิทธิพิเศษของบัตรเครดิต AMEX ประเภท Platinum สำหรับลูกค้ากลุ่ม “The Pinnacle Pines” (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 100 ล้านบาทขึ้นไป) โดยทางบริษัทจะสนับสนุนค่าธรรมเนียมบัตรรายปีคืนกลับให้ลูกค้าในรูปแบบหน่วยลงทุน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ให้เติบโตกว่า 200 รายภายในปีนี้

นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม “Canopy Pines” (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 50 ล้านบาทขึ้นไป) และ “Sapling Pines” (สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 10 ล้านบาทขึ้นไป) ที่มีความหลงใหลในความเร็วและยนตรกรรม บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง “Target Car Center” ผู้นำเข้ารถซูเปอร์คาร์ระดับพรีเมียม มอบส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์ด้านการเช่า รวมถึงการบำรุงรักษาแบบครบวงจรสูงสุดถึง 15% พร้อมกิจกรรม Exclusive Workshop ให้ความรู้เจาะลึกเรื่องยนตรกรรมระดับโลก เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และแพชชั่นของลูกค้าอย่างแท้จริง
“เราเชื่อมั่นว่า การบริหารความมั่งคั่งที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการทำให้ลูกค้ามีเวลาและโอกาสในการเสพสุขกับสิ่งที่รักได้อย่างไร้กังวล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริการจาก ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น”
“พิษสงคราม” ดันราคาน้ำมันพุ่ง...คาดสงครามไม่ยืดเยื้อ-จบในเม.ย. -หนุนศก.โลกไม่เข้าสู่ “ภาวะถดถอย”
ส่วนมุมมองการลงทุนในปีนี้ นั้น “ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น บอกว่า บรรยากาศการลงทุนในไตรมาสที่2/26 เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสที่1/26 โดยมี “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” เป็นตัวแปรหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐ-อิสราเอล” และ “อิหร่าน” ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดการเงินโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังให้น้ำหนักในประเด็นความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานพลังงานในวงกว้าง อย่างไรก็ตามหากสงครามจบได้ในเม.ย. นี้ เศรษฐกิจโลกยังน่าจะรองรับได้ แม้ในระยะสั้นราคาน้ำมัน (Brent) อาจจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 120 – 130 ดอลลาร์/บาเรลก็ตาม

(ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล)
“แต่ ‘จุดวิกฤติ’ จริงๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงจะ ‘ถดถอย’ (Recession) คือ สงครามไม่จบและยืดเยื้อ เม.ย.ยังไม่จบ ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์/บาเรล ตรงนั้นเป็นความเสี่ยง เศรษฐกิจไทยก็อาจจะรับไม่ไหวเช่นกัน แต่เบื้องต้นไม่คิดว่าจะไปถึงจุดนั้น เพราะ ‘Donald Trump’ เองคงต้องรีบยุติสงคราม ก่อนจะถึงเลือกตั้งกลางปีในเดือนพ.ย. เพราะกระทบฐานเสียงของตัวเอง และที่สำคัญยังตอบคนสหรัฐไม่ได้ด้วยว่า สงครามครั้งนี้ สหรัฐได้อะไร? อย่างไรก็ตามแม้สงครามจะจบลง คาดว่าราคาน้ำมันก็จะทรงตัวในระดับสูง 80 -90 ดอลลาร์/บาเรล และคงไม่ลงไปสู่ระดับ 60 – 70 ดอลลาร์ในระยะสั้น ซึ่งยังมีบางประเทศหรือสินทรัพย์บางประเภทที่ได้ประโยชน์ ‘น้ำมัน’ และ ‘ทองคำ’ ควรมีติดพอร์ตไว้ช่วยกระจายความเสี่ยง”
เปิด 5 กลยุทธ์ รับมือตลาดผันผวน...มองบวก “ทองคำ” คาดกลับมาทำสถิติ “สูงสุดใหม่” 5,700 ดอลล์ ได้-ส่วน “หุ้นไทย” Upside จำกัด เป้าเต็มที่ 1,450 จุด
ด้วยสภาพตลาดการลงทุนที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบจากสงครามดังกล่าว นักลงทุนจะวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร ทางบริษัทแนะนำ 5 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อรับมือตลาดผันผวนฝ่าภาวะสงคราม ดังนี้
-
Core Portfolio: ช่วงไตรมาส2/26 พิจารณาปรับ “Core Portfolio” ในกองทุนกลุ่ม “Global Equity” โดยลดสัดส่วนกองทุนที่มีกลยุทธ์การลงทุนแบบกระจุกตัวลง
-
Stay Caution: ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง หมั่นติดตามข่าวสารต่างๆ แต่ไม่ควรตื่นตระหนก
-
Inflation Hedging: เพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน “สินค้าโภคภัณฑ์” ที่ได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง
-
Find Opportunity: มองหาตลาดหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่างเช่นตลาดหุ้นในกลุ่ม “ลาตินอเมริกา” ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานจำกัด
-
Bottom Fishing: “Selective Buy” ในตลาดหุ้นที่ราคาลงแรงแต่ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง ยกตัวอย่าง เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสหรัฐ (กลุ่มเทคโนโลยี)

“สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ยังเป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ยกตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ในกลุ่ม Commodity อย่าง ‘ทองคำ’ ยังเป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสม โดยประเมินกรอบเป้าหมายของราคาทองคำในปี 2026 ไว้ที่ 5,500 – 5,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เทียบกับราคาทองคำ ณ สิ้นเดือนมี.ค. คิดเป็น Upside ราว +17.8% ถึง +22.1% ตามลำดับ คาดว่าราคามีโอกาสกลับไปทำ ‘จุดสูงสุดใหม่’ ที่ระดับ 5,700 ดอลลาร์ อีกครั้ง ดังนั้นปัจจุบันราคาที่ปรับตัวลงจึงน่าสนใจลงทุน ขณะที่สินทรัพย์การลงทุนกลุ่ม ‘Private Assets’ ยังคงมุมมองเชิงบวกพิเศษต่อกลุ่ม ‘Private Infrastructure’ โดยเฉพาะกลุ่ม Utility ซึ่งมีความต้องการใช้งานสูงจากการลงทุน Data Center และ Theme ความมั่นคงด้านพลังงาน”
ส่วน “หุ้นไทย” มองเป้าดัชนีไว้ที่ 1,400 – 1,450 จุด ซึ่งปัจจุบัน Upside ค่อนข้างจำกัดถ้าเทียบกับตลาดอื่นๆ แม้กรอบล่างจะดูดีขึ้นขยับมาที่ระดับ 1,300 จุด ก็ตาม
สำหรับพอร์ตกลยุทธ์ที่มีระดับความเสี่ยงสูง: แนะนำให้ลงทุนใน “หุ้น” 70% (KKP EWUS500-UH 20%, ONE-EUROEQ 10%, B-VIETNAM 7.5%, KT-JAPANALL-A 7.5%, TISCONA 15%, KF-LATAM 10%), “ตราสารหนี้” 20% (UGIS-N) และ “สินทรัพย์ทางเลือก” 10% (SCBGOLD) โดยพอร์ตมีผลตอบแทนคาดหวัง 6.1 – 10.4% ต่อปี และมีความผันผวน 6.0 -8.2% ต่อปี
ทั้งหมดนี้คือแผนธุรกิจและมุมมองของ “บล.ไพน์เวลท์ โซลูชั่น” ในปีนี้ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับ แนวคิด “One-Stop Financial Service” ให้กับนักลงทุน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (RM) เพื่อช่วยแนะนำการลงทุนให้เหมาะกับนักลงทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจแบบ “Asset Allocation” บนโมเดล “Open Architecture” ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว ร่วมกับการลงทุนแบบจับจังหวะตลาดให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของลูกค้านั่นเอง
