"ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" คงเป้า GDP ปี 69 ที่ 2% เตือนครึ่งหลังชะลอ ส่งออก-บริโภคแผ่ว ลุ้นภาษีสรรพสามิตใหม่ ดันผลิตยานยนต์โตปี 70
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แม้เผชิญปัจจัยกดดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ฯ จากสงครามตะวันออกกลาง ชี้ครึ่งปีหลังชะลอตัว ชูจุดเปลี่ยนสำคัญอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สู่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ หวังดันการผลิตพลิกกลับมาโตในปี 2570
ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 ไว้ที่ 2.0% แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ประเมินว่าเศรษฐกิจได้ผ่านจุดกดดันที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงส่งการส่งออกที่แผ่วลง การบริโภคฟื้นตัวเปราะบาง แม้ไตรมาส 3 จะได้แรงหนุนจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และไตรมาส 4 จะมี “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้ามาช่วยพยุงก็ตาม ด้านอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 1.8% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากเอลนีโญ่
ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% จนถึงสิ้นปี ส่วนเงินบาทคาดการณ์สิ้นปีอยู่ที่ 33.80 บาท/ดอลลาร์ ด้านภาพรวมสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์คาดโตเพียง 0.5% จากปีก่อน ในลักษณะ Two Speed โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังขยายตัวได้เหนือ 5.0% (คาด +5.6%) แต่สินเชื่อ SME ยังหดตัว -4.8% ขณะที่ NPL รวมคาดอยู่ที่ 2.80-3.00% โดยพบว่า NPL ของ SME ในข้อมูล NCB พุ่งเกิน 10% และเริ่มเห็นสัญญาณหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างไหลกลับมาเป็น NPL สูงขึ้น นอกจากนี้ การนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ FDI ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้เสี่ยงขาดดุลลึกเป็นประวัติการณ์
ด้าน คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ในการ Reinvent Thailand เพื่อหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งเป็นเสาหลักเศรษฐกิจมานานกว่า 50 ปี แต่กำลังประสบปัญหาวิกฤตเชิงโครงสร้างอย่างหนักหน่วง จากที่เคยอยู่อันดับ 9 ของโลกในปี 2556 ร่วงลงมาอยู่อันดับ 11 ในปี 2568
ขณะเดียวกัน ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ชี้ว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศลดลงสวนทางกับการนำเข้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ซึ่งคิดเป็น 72% ของมูลค่านำเข้ารถยนต์มิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกว่า 60% ของ BEV ที่ขายในไทยเป็นรถนำเข้า CBU จากจีน ทำให้ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาร่างโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ (บอร์ด EV) เพื่อสร้างระดับการแข่งขันที่เท่าเทียม (Level Playing Field) โดยแบ่งผู้เล่นเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มผู้ผลิตในประเทศเดิม (Existing Local Players): เสียภาษีอัตราต่ำตามเดิม (BEV 2%) แต่ต้องผ่านเกณฑ์ Local Content >= 40% หรือ 30% + แบตเตอรี่
- กลุ่มผู้เล่นช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Players): ค่ายที่มีแผนตั้งโรงงาน เสียภาษี 10%+ ช่วงปี 2027–2029 พร้อมโควตานำเข้าไม่เกิน 10% ของ capacity และต้องผลิตชดเชย (BEV 1:1 หรือ Hybrid ชดเชย BEV 1:2)
- กลุ่มผู้นำเข้า CBU ทั้งจำนวน (Pure Importers): ไม่มีแผนตั้งโรงงาน เสียภาษีสูงถึง 30%
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มาตรการภาษีใหม่นี้จะช่วยลดการนำเข้ารถราคาถูก ชะลอสงครามราคา และหนุนให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ของไทยพลิกกลับมาขยายตัวได้ที่ +4.9% ในปี 2570 จากที่คาดว่าจะมีทิศทางหดตัว -1.8% ในปี 2569
