“Credit Spread” ลดต่ำกว่าก่อน COVID-19…“เอกชน” แห่ออกหุ้นกู้ ‘ล็อกต้นทุน’ คึกคัก !!!
“High Yield Bond” กลุ่มอันดับเครดิต ‘ต่ำกว่า BBB’ และ ‘Non-rated’ ถือว่าได้รับความสนใจน้อยลงตั้งแต่ช่วงวิกฤติ COVID-19 ในปี19 เป็นต้นมา
ทั้งนี้จะพบว่า...ในช่วง 9 เดือนแรกของปี21 นี้ กลุ่ม “High Yield Bond” ที่ออกกันมาส่วนใหญ่จะเป็น ‘หุ้นกู้มีประกัน’ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็น 77.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 62.65% และในปี19 ที่ 38.37% เท่านั้น
ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับ “นักลงทุน” นั่นเอง แต่ตราสารหนี้ในกลุ่มนี้ก็ยังคงจำกัดให้ขายเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มเท่านั้น (ไม่ใช่นักลงทุนทั่วไป)
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับตราสารหนี้ในกลุ่มนี้จาก “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” มาฝากกัน

เตือน “หลักประกัน”...ไม่ได้ทำให้ “High Yield Bond” มีความเสี่ยงลดลงแต่ประการใด
โดย “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ภาพรวมของตราสารหนี้กลุ่ม “High Yield Bond” ถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ ในแง่ของความเสี่ยงด้านเครดิตของตราสารหนี้ในกลุ่มนี้ แม้ไม่มีวิกฤติ COVID-19 เกิดขึ้น ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ก็มีซึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มผู้บริหารเบี้ยวหนี้เองก็มี แต่ในช่วง COVID-19 มาก็ยังไม่มีปัญหา Default เกิดขึ้นกับตราสารหนี้กลุ่มนี้แต่ประการใด มีผู้ออกบางรายเท่านั้นที่ “ขอยืดอายุหนี้ออกไป” และส่วนใหญ่ที่ขอยืดอายุในปีที่แล้วก็สามารถจ่ายคืนหนี้ไถ่ถอนตราสารหนี้ของตัวเองไปเรียบร้อยแล้วก็มี ที่ยังต้องขอยืดหนี้ต่อก็มีบ้าง แต่ในภาพรวมแล้วก็ลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งถือเป็น “สัญญาณที่ดี”

(อริยา ติรณะประกิจ)
“กลุ่ม High Yield Bond ความเสี่ยงด้านเครดิตก็เป็นไปตามนั้น ตรงนี้ผู้ลงทุนต้องเข้าใจให้ดี เป็นคนละประเด็นกับเรื่องของการ ‘มีหลักประกัน’ หรือ ‘ไม่มีหลักประกัน’ ในส่วนของหลักประกันนี้ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงของตราสารหนี้กลุ่มนี้ลดลงหรือเปลี่ยนไปแต่ประการใด เพียงแต่บอกว่าถ้าบริษัทเจ๊ง มีการไล่เบี้ยชำระบัญชี ก็มีหลักประกันเอาไว้ไปขายทอดตลาดนำมาคืนแก่ผู้ลงทุนได้เท่านั้นเอง ซึ่งกระบวนการก็ใช้เวลานานและไม่สะดวกกับนักลงทุนทั่วไปด้วย ทั้งนี้จะเห็นว่าในช่วงหลัง High Yield Bond ที่ออกส่วนใหญ่จะมีหลักประกัน”
“Credit Spread” ของหุ้นกู้ปรับตัวลงต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 แล้ว...เอกชนสบจังหวะ “แห่ออกหุ้นกู้” ล็อกต้นทุน
ภาพรวมของ “ตลาดหุ้นกู้” ของไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว จะเห็นได้จาก “ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread)” ของหุ้นกู้อายุ 5 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นกู้ช่วงอายุที่มีการออกกันมากที่สุดนั้น ปรับตัวลงมาต่ำกว่าก่อน COVID-19 ตั้งแต่อันดับเครดิต AA- ขึ้นไป แต่โดยภาพรวมก็ปรับลดลงในทุกอันดับเครดิตเช่นกันนั่นทำให้ Corporate Bond Yield ของหุ้นกู้อายุ 5 ปี อันดับเครดิต A- ขึ้นไปกลับมาต่ำกว่าช่วงก่อน COVID-19 แล้ว

“จึงเป็นจังหวะที่ดี ทำให้บริษัทเอกชนใช้จังหวะนี้ออกหุ้นกู้เพื่อล็อกต้นทุนทางการเงินกันมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา มีการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ ออกมาอย่างคึกคักแม้จะอยู่ในช่วง COVID-19 ก็ตาม แต่การออกก็ไม่ได้ลดลงเลย ทำให้ภาพรวมการออกหุ้นกู้ระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม รวมถึง High Yield Bond ด้วยเช่นกัน”
แนะ “รายย่อย” ลง High Yield Bond ผ่าน “กองทุนรวม”...รับการตั้ง “กอง HY Bond” ลงทุนตลาดตราสารหนี้ไทยยังทำไม่ได้
ทั้งนี้จะเห็นว่า สัดส่วนของตราสารหนี้กลุ่ม “High Yield Bond” ในไทยเองนั้น ยังมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นกู้โดยรวม ทั้งจำนวนผู้ออก จำนวนตราสารหนี้ และมูลค่าการออก จึงไม่เหมาะกับการเข้าไปลงทุนของกลุ่ม “นักลงทุนทั่วไป” แต่ประการใด ตลาดนี้ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนสถาบันกับผู้ที่มีความมั่งคั่งสูงเท่านั้น ซึ่งหากเกิดกรณี Default ขึ้นจริง กระบวนการเพื่อไปไล่เบี้ยเพื่อให้ได้เงินคืนจากการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และใช้เวลานาน ซึ่งไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป

“ในไทยเอง ทางสมาคมฯ พยายามผลักดันให้นักลงทุนทั่วไปลงทุนผ่าน ‘กองทุน High Yield Bond’ แทน แต่ด้วยสภาพตลาดที่ยังไม่มีความพร้อม ประกอบกับสถานการณ์ก็ยังไม่เอื้ออำนวย ระบบ Ecosystem ก็ยังไม่สมบูรณ์ที่จะทำให้เกิดกองทุนประเภทนี้ในไทยได้ ไม่ใช่ตั้งกองมาแล้วลงทุนแค่ 3-4 ตราสาร ถ้า Default ขึ้นมาก็กระทบผู้ลงทุนมาก หากดูกอง High Yield ต่างประเทศ ลงทุนเป็น 100 ตราสาร ตัวละไม่ถึง 1% หาก Default ไป 1 ตัว ก็จะไม่กระทบกองทุนมากแต่ประการใด ดูกรณีของ Evergrande ที่กองทุนต่างประเทศลงทุนเป็นต้น น้อยมาก นั่นขนาดบริษัทอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่อันดับ2 ของจีน”
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีความเข้าใจการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่ม “High Yield Bond” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถแบ่งพอร์ตกระจายการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ดีขึ้นได้ อย่าลืมว่า... “การมีหลักประกัน ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงด้านเครดิตของตราสารหนี้กลุ่มนี้ลดลงแต่ประการใด” เท่านั้นเอง
