Official Update :

“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!

Wealthy Way: รู้หรือไม่?...“หุ้นกู้มีปัญหา” แม้จะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่มาก “จำกัดวง” ถือเป็น “New Normal” ในตลาดตราสารหนี้ไทยในปัจจุบัน

            ต้องไม่ลืมว่า...“ตลาดตราสารหนี้ไทย” เองนั้น ส่วนใหญ่กว่า 90% นั้น เป็น “Investment Grade”

ภาพของ “หุ้นกู้มีปัญหา” ในตลาดตราสารหนี้ไทย จึงไม่ต่างอะไรกับ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ในระบบแบงก์พาณิชย์นั่นเอง

นักลงทุนเองก็ “ระมัดระวัง” มากขึ้น สะท้อนภาพของตราสารหนี้กลุ่ม “High Yield” ที่สัดส่วนขายได้ต่อมูลค่าเสนอขายที่น้อยกว่ากลุ่ม “Investment Grade” ชัดเจน

ภาพรวม “หุ้นกู้มีปัญหา” ในช่วง 9 เดือนแรกปี26 เป็นยังไงบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthythai’ สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นกู้มีปัญหา” ช่วง 9 เดือนแรกปี26 มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท...แต่เป็น “หุ้นกู้มีปัญหาสุทธิ” เพียง 6.6 พันล้านบาท เท่านั้น

สำหรับ “หุ้นกู้” สิ้นไตรมาสที่3/26 มีมูลค่าคงค้าง 4.5 ล้านล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี25 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น “หุ้นกู้ระยะยาว” 4.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 93% ลดลง 2.78% จากสิ้นปี25 และ “หุ้นกู้ระยะสั้น” อีก 0.30 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7% เพิ่มขึ้น 50% จากสิ้นปี25

โดยมีมูลค่าการออก “หุ้นกู้ระยะยาว” ช่วงครึ่ง 9 เดือนแรกปี26 รวม 629,662 ล้านบาท ลดลง -1.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการออกที่ลดลงทั้งในกลุ่ม “Investment Grade” อยู่ที่ 593,418 ล้านบาท ลดลง -1.15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกลุ่ม “High Yield” 36,244 ล้านบาท ลดลง -8.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ทั้งนี้พบว่าหุ้นกู้กลุ่ม ‘Investment Grade’ ที่ครบอายุในช่วง 9 เดือนแรกปี26 อยู่ที่ 628,450 ล้านบาท มียอดออกใหม่ 593,418 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่ม ‘High Yield’ ครบกำหนด 58,311 ล้านบาท มียอดออกเพียง 36,244 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ครบกำหนดทั้ง 2 กลุ่ม โดยเฉพาะในหุ้นกู้กลุ่ม ‘High Yield’ ทำให้การออกขายน้อยลงและขายได้ยากขึ้น นักลงทุนให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพตราสารหนี้มากขึ้น ซึ่งทำให้ภาพรวมหุ้นกู้ในภาพรวมไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม ‘Investment Grade’ อยู่แล้ว”


 

ช่วง 9 เดือนแรกปี26 “หุ้นกู้มีปัญหา” มีมูลค่า 29,073.50 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) “หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” (Default) รวม 15,923.50 ล้านบาท จากผู้ออก 9 ราย

ม.ค.: A* (NR, SET) 6 รุ่น 3,102 ลบ., ECF (NR, mai) 5 รุ่น 357 ลบ.

ก.พ.: A* (NR, SET) 8 รุ่น 1,522 ลบ.

มี.ค.: ECF (NR, mai) 1 รุ่น 409 ลบ., GRAND(D, SET) 3 รุ่น 1,890 ลบ., SABUY (NR, SET) 2 รุ่น 1,696 ลบ.

เม.ย.: ECF (NR, mai) 1 รุ่น 240.5 ลบ., GRAND (D, SET) 3 รุ่น 668.7 ลบ., SABUY (NR, SET) 1 รุ่น 1,000 ลบ.      

พ.ค.: PF* (B-, SET) 5 รุ่น 1,847 ลบ., GRAND (D, SET) 2 รุ่น 249 ลบ. 

มิ.ย.: NWR (B-, SET) 2 รุ่น 912 ลบ., GRAND (D, SET) 3 รุ่น 317 ลบ., JCK* (NR, SET) 1 รุ่น 927 ลบ.      

ก.ค.: TPOLY* (B-, SET) 1 รุ่น 313.2 ลบ., GRAND* (D, SET) 2 รุ่น 182.7 ลบ.

ส.ค.: TPOLY (B-, SET) 1 รุ่น    283.3 ลบ.

ก.ย.: SNW* (NR, Non-listed) 1 รุ่น 160.0 ลบ.

          “อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้* ผิดนัดชำระหนี้และต่อมาสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทำให้มียอด ‘ผิดนัดชำระหนี้สุทธิ’ เพียง 4,833 บาท เท่านั้น”

2) “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) รวม 13,150.00 ล้านบาท จากผู้ออก 12 ราย

ม.ค.: A** (NR, SET) 2 รุ่น 978 ลบ.

ก.พ.: A** (NR, SET) 12 รุ่น 3,647 ลบ., PPS (NR, mai) 1 รุ่น 120 ลบ.

มี.ค.: EP (B, SET) 1 รุ่น 302 ลบ.

เม.ย.: CMC (NR, SET) 3 รุ่น     766 ลบ.

พ.ค.: PF** (B-, SET) 5 รุ่น 1,847 ลบ.

มิ.ย.: GRAND** (D, SET) 3 รุ่น 317 ลบ., JCK** (NR, SET) 1 รุ่น 927 ลบ.

ก.ค.: GRAND* (D, SET) 1 รุ่น 155.8 ลบ., JTS (NR, SET) 2 รุ่น 212.9 ลบ.

ส.ค.: TPOLY* (B-, SET) 1 รุ่น 313.2 ลบ., GRAND* (D, SET) 3 รุ่น 229.2 ลบ.

ก.ย.: TWZ (NR, SET) 1 รุ่น 225.0 ลบ., SNW (NR, Non-listed) 1 รุ่น 160.0 ลบ.

          “อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้** ทั้ง 6 บริษัทเคยยืดอายุมาก่อนหน้า เมื่อกลับมายืดอายุอีกครั้งในปี2026 จึงไม่นับรวมในมูลค่ารวมปีนี้ ทำให้มียอด ‘ปรับโครงสร้างหนี้สุทธิ’ เพียง 1,786 ล้านบาท เท่านั้น”

            ช่วงไตรมาสที่4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ที่จะครบกำหนด 172,751 ล้านบาท เป็นกลุ่ม “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น แบ่งเป็นกลุ่ม “BB+ and Below” 5,023 ล้านบาท คิดเป็น 3% และกลุ่ม “Non-rated” อีก 7,672 ล้านบาท คิดเป็น 4% ตามลำดับ

            สำหรับ “หุ้นกู้มีปัญหา” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “เรื่องปกติ” ไม่ต่างอะไรกับ “หนี้เสีย” ในกลุ่มแบงก์ แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ยัง “จำกัดวง” และนักลงทุนเองก็ใช้ความ “ระมัดระวัง” ในการลงทุนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้ “ผู้ออก” เองก็ต้องเน้นคุณภาพหรือมองหาแหล่งเงินทุนจากแหล่งอื่นทดแทน เพราะอยู่ในภาวะ “Flight to Quality” ที่นักลงทุนเน้นลงทุนหุ้นกู้เครดิตสูงแทนหุ้นกู้เครดิตต่ำนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 17 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 10 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 13 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us