มั่นใจ “ยอดออกหุ้นกู้” ทั้งปี 20 ยังตามเป้า 8 แสนล้านบาท !!!
สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในไทยที่ควบคุมได้ดี ทำให้บรรยากาศการระดมทุนและลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในไตรมาส 3 ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ณ สิ้นไตรมาส 3/20 มีมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น5.09% จากสิ้นปีที่ผ่านมา สวนทางเศรษฐกิจซบ
ทำให้ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 91% ของ GDP จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 80% ต่อ GDP แซงหน้า “ตลาดหุ้น” ที่มีสัดส่วนลดลงเหลือ 86% ของ GDP ไปเรียบร้อยแล้ว
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจของตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วง 9 เดือนแรกมาฝากกัน
ไตรมาส3/20 “ต่างชาติ” กลับมาซื้อสุทธิ 39,444 ล้านบาท
“ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกถึงกระแสเงินลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย (Fund flow) ว่า แม้นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิในไตรมาสที่3/20 ประมาณ 39,444 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อในตราสารหนี้ระยะยาว ในขณะที่ยังไหลออกสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ แต่ในภาพรวมช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ พบว่าต่างชาติยังเป็นเงินไหลออกสุทธิรวม 71,299
ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิทั้งในตราสารหนี้ระยะยาว 7,260 ล้านบาท และตราสารหนี้ระยะสั้น 64,039 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส3 นี้ นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมลดลงเหลือ 848,767 ล้านบาท จากสิ้นปี19 ที่ 916,816 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนการถือครอง 6.0% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยในปัจจุบัน
(ธาดา พฤฒิธาดา)
“เงินลงทุนจากต่างชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทยแต่ประการใด จะเห็นว่าอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ต่างชาติถือมีอายุยาวขึ้นทำให้มีอายุเฉลี่ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 9.72 ปี แล้วในปัจจุบัน แม้ดอกเบี้ยไทยจะต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ถ้ามองถึง ‘อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Interest Rate) ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าเพื่อนบ้าน สามารถจัดการ COVID-19 ได้ดี และมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ก็เป็นปัจจัยหนุนให้ต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในช่วงไตรมาสที่3 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการที่ ‘จีน’ ได้ถูกไปคำนวณในดัชนีตราสารหนี้หลายตัว อาจจะทำให้น้ำหนักของไทยในดัชนีลดลง และอาจส่งผลต่อการจัดสรรเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยได้เช่นกัน”
มั่นใจ “ยอดออกหุ้นกู้” ทั้งปีได้ตามเป้า 8 แสนล้านบาท...หากไม่เกิด ‘การระบาดรอบ2’
ตลาดตราสารหนี้ไทยช่วง 9 เดือนแรกนี้ว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมยังขยายตัวได้ดีที่ 5.09% จากการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล แม้ว่า ‘ตราสารหนี้ภาคเอกชน’ จะมีมูลค่าคงค้างลดลงเนื่องจากการลดลงของการออกหุ้นกู้ระยะสั้น (DB: Debenture:) ของกลุ่มธนาคาร (Bank sector) จากสภาพคล่องในระบบธนาคารที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องออก ส่วนการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว แม้ว่าใน 9 เดือนแรกนี้จะต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แต่เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในไตรมาส 3
“โดยพบว่า ‘กลุ่มพลังงาน(Energy sector)’ มีการออกเพิ่มขึ้นมากที่สุดซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจากความต้องการลงทุนมากขึ้นในธุรกิจพลังงานทางเลือกขณะที่ ‘กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Bank sector)’ มีการออกลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามยังมั่นใจว่ายอดการออกหุ้นกู้ทั้งปี20 จะแตะเป้าหมายที่วางไว้ที่ 800,000 ล้านบาท ได้ หากไม่เกิดการระบาดของ COVID-19 รอบ2 ในประเทศขึ้นมาอีกรอบ”
“เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)”...กลับสู่ภาวะปกติ-มั่นใจไม่มี Default ในตลาด
ส่วนเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในไตรมาส 3 ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเกือบทั้งเส้นเมื่อเทียบกับณ สิ้นไตรมาส 2 จากความกังวลของนักลงทุนต่อการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุไม่เกิน 1 ปี ขยับขึ้น 3-5 bps.ส่วนรุ่นอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น 5 bps. และ 11 bps.มาอยู่ที่ 0.88% และ 1.39% ตามลำดับ
“คาดอัตราผลตอบแทน 2 ปี จะทรงตัว และ 3 – 5 ปี จะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่4/20 จากการออกพันธบัตรของภาครัฐในช่วงอายุดังกล่าว แนวโน้มของเส้นอัตราผลตอบแทนเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวในระดับต่ำต่อไป เศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มติดลบน้อยลง ในขณะที่ Supply Bond เพิ่มขึ้นไม่มากเท่ากับแผนการระดมทุนทั้งหมดของภาครัฐ”
สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปี 20 คาดว่าบริษัทเอกชนยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ที่ 0.5% ไปจนกว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระดับโลกจะคลี่คลาย และมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนักแม้ว่าจะมีความต้องการระดมทุนของรัฐบาลจำนวนมาก เนื่องจากรัฐบาลจะใช้เครื่องมือการระดมทุนที่หลากหลาย
“สภาพของตลาดตราสารหนี้ที่ดีขึ้น ทำให้บริษัทที่เคยยืดอายุการชำระหนี้ไปในช่วงก่อนหน้าที่มีอยู่ 10 บริษัทนั้น ก็มีการใช้สิทธิขอไถ่ถอนตราสารหนี้คืนก่อนด้วย ดังนั้นภาพโดยรวมถือว่าดีขึ้นและไม่น่ากังวลและมั่นใจว่าจะไม่มีกรณี Default เกิดขึ้นแต่ประการใด”
ออก “ESG Bond” กว่า 5.0 หมื่นล้านบาท ...เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อน เกือบ 4 เท่า
ด้าน “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ในช่วงการระบาดของ COVID-19 แนวโน้มการออก ‘ESG bond (ESG: Environmental, Social and Corporate Governance)’ กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 9 เดือนแรกนี้ มีการออก ESG bond ถึง 49,800 ล้านบาท สูงกว่าการออกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเกือบ 4 เท่า และเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานภาครัฐออก ESG bond กว่า 42,800 ล้านบาท ได้แก่
-กระทรวงการคลังออก Sustainability bond มูลค่า 30,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขยายเส้นทางรถไฟฟ้าและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19
-ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรออก Green bond มูลค่า 6,000 ล้านบาท
-การเคหะแห่งชาติออก Social bond มูลค่า 6,800 ล้านบาท
(อริยา ติรณะประกิจ)
“ส่วนบริษัทเอกชนที่ออกในปีนี้ ได้แก่ ‘บมจ.ปตท.’ และ ‘บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่’ ออก Green bond มูลค่า 2,000 และ 5,000 ล้านบาท ตามลำดับ”
นอกจากนี้ ทางสมาคมฯ ยังนำเสนอแนวคิดในการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวผ่าน “กองทุนค้ำประกันหุ้นกู้ (สินเชื่อ)” ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ายังคงมีสีสันและยังเป็นอีกช่องทางการระดมทุนและการลงทุนที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งในปัจจุบัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
