ปี65 แนะเลี่ยง “ตราสารหนี้” ขยับเข้า “หุ้น”...เลือก ‘หุ้นรายตัว’ มากขึ้นในธีมที่ถูกต้อง !!!
การ “จัดพอร์ตลงทุน” ให้สร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืนและเติบโตในระยะยาวนั้น ปัจจุบันมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราหรือผู้ลงทุนจะต้องผสมผสานสินทรัพย์ต่างๆ เข้าไว้ในพอร์ตลงทุน
ซึ่งสินทรัพย์ที่พูดถึงก็คงไม่พ้น “สินทรัพย์เสี่ยง” หรือ “หุ้น” ที่เป็นเหมือนกับตัวเต็งเบอร์ 1 ที่ผู้ลงทุนจะต้องมีติดพอร์ตไว้ไม่มากก็น้อย ตามการแบกรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
แต่การเฟ้นหา “กลุ่มหุ้น” หรือ “ธีมเมติก” ที่น่าสนใจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะสามารถคัดเลือกได้ด้วยตัวคนเดียวเพราะในปัจจุบันได้มีตัวเลือกให้เราคัดสรรอย่างมากมาย
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงมีมุมมองการลงทุนและแนวทางการจัดพอร์ตการลงทุนจาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน” แห่งหนึ่งมาเป็นผู้ให้คำแนะนำในครั้งนี้
แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่ม “ตราสารหนี้” ช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น 1 – 2 ปี ข้างหน้า...ชี้ “หุ้น” ยังน่าสนใจที่สุด
โดย “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เป็นผู้ให้มุมมองการลงทุนในปีหน้าหรือปี 65 ว่า สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำทำให้การลงทุนในเงินฝากจึงให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากๆ ตามไปด้วย
ขณะเดียวกันแนวโน้มมาตรการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตร (QE) ที่จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป เป็นการส่งสัญญาณปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีหน้านั้น จะส่งผลให้มุมมองการลงทุนสินทรัพย์ “ตราสารหนี้” หรือ “สินทรัพย์ปลอดภัย” เป็นไปได้ยากขึ้น

(พจน์ หะริณสุต)
“เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนในปัจจุบันอยู่ที่ระดับไม่ถึง 1% เป็นระดับที่ดูไม่น่าสนใจและคุ้มค่าที่จะลงทุนในตอนนี้ แต่หากต่อให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรกระโดดขึ้นจาก 1% ไปถึง 2% ก็มีโอกาสทำให้การลงทุนในตราสารหนี้ติดลบได้เช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่เรายังไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วง 1-2 ปี หรือในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น”
สำหรับแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ เชื่อว่าจะขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ดีปัจจัยอย่างตัวเลขเงินเฟ้อที่ขึ้นมาสูงโดยเฉพาะในภาคการผลิตทั่วโลก ก็มีโอกาสที่จะเป็นตัวเร่งให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเร็วขึ้นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เราไม่ควรลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพราะจะมีความเสี่ยงในเรื่องยีลด์ที่เด้งตัวขึ้น
ศก.โลกฟื้นปัจจัยหนุน “หุ้น” ยังไปต่อได้...แต่ ‘ความผันผวน’ จะมากขึ้นผลกระทบจากมาตรการลด QE
นักลงทุนจึงยังสามารถลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” หรือ “หุ้น” ได้อีกระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากหุ้นต่างประเทศมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ จากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังมีแนวโน้มค่อนข้างดี หรืออย่างประเทศจีน ก็คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจจะเติบโตได้ 5% และสุดท้ายอย่าง “ตลาดหุ้นไทย” ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10% หรือแตะ 1,700 จุด
ปัจจัยที่จะสนับสนุนในหุ้นไปต่อได้อย่างภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงเติบโตไปได้ต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะสามารถเติบโตได้ 4.9% ถือเป็นสัญญาณการบ่งบอกถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง
“อย่างไรก็ดี ‘หุ้น’ ยังคงมีความผันผวนอยู่บ้างจากปัจจัยอย่างมาตรการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตร (QE) ที่จากสถิติในอดีตนั้นหลังจากเริ่มลด QE หุ้นจะเป็นสินทรัพย์แรกที่ได้รับผลกระทบ โดยมีโอกาสที่ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นปรับตัวลดลงตั้งแต่ 5-10% เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน หลังจากนั้นก็จะฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากปัจจัยลบต่างๆ คลี่คลายได้”

แนะจัดพอร์ตผสมผสานทั้งธุรกิจ “โลกเก่า” และ “โลกใหม่”
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามเพิ่มเติม ประกอบไปด้วย กฎหมายต่างๆ ของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน สงครามเย็นระหว่างจีนและสหรัฐฯ หรือในกลุ่มนาโตและตะวันออกกลาง อัตราเงินเฟ้อที่สูงและกว่าคาดซึ่งอาจลุกลามไปยังทั่วโลก และสุดท้ายหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงมาก
“โดยแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนในปีหน้า ให้นักลงทุนกระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อปิดความเสี่ยงและพอร์ตมีความมั่นคง สำหรับสินทรัพย์หรือเทรนด์ลงทุนที่แนะนำ จะต้องคัดเลือกหุ้นรายตัวให้มากขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจหรือทั้งในธุรกิจของโลกใหม่และโลกเก่า”
สำหรับ “ธุรกิจในโลกใหม่” หรือกลุ่มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น ประกอบไปด้วยในธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการนำระบบทางกลหรือระบบทางไฟฟ้าต่างๆ (IOT), หุ่นยนต์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, บล็อกเชน, เมต้าเวิส, การพิมพ์ 3 มิติ, เฮลธ์เทค หรือไบโอเทค
ขณะเดียวกันก็ต้องดูว่ากลุ่ม “ธุรกิจในโลกเก่า” จะมีธุรกิจใดบ้างที่จะมีการฟื้นตัวกลับมาจากภาวะเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อย่างธุรกิจน้ำมัน, พลังงาน, แบตเตอรี่, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างกลุ่มธุรกิจการเงิน, ไฟแนนซ์, ฟินเทค หรือธนาคารพาณิชย์
“ธีมความยั่งยืน”...อีกกระแสหลักของโลกการลงทุนที่ตอบโจทย์ระยะยาว
นอกจากนี้ยังมี “ธีมความยั่งยืน (sustainability)” ซึ่งจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือกลุ่มธุรกิจที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึง สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance) โดยในปัจจุบันทั่วโลกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากจึงเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะเติบโตได้ดีในระยะยาว
สุดท้ายสินทรัพย์อีกหนึ่งประเภทที่ควรมีติดพอร์ตหรือไม่ควรละเลยนอกจากหุ้น ก็คือ “สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative)” ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น คริปโตเคอเรนซี่, NFT, สินค้าอุปโภคบริโภค, ทองคำ, น้ำมัน หรือ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ที่จะเข้ามาช่วยเสริมพอร์ตให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มเติมในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
“แม้ว่าเทรนด์การลงทุนในปัจจุบันอาจจะมีรูปหน้าค่าตาที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีให้มามีบทบาทมากขึ้นด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือ ‘การกระจายเงินลงทุน’ ในสินทรัพย์ต่างๆ ให้มีความหลากหลายเพื่อไม่ให้การลงทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนแบบกระจุกตัวและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย”
