คาด “Omicron” ยังเขย่าตลาดไม่เสร็จ...ชี้โอกาส ‘หุ้นดิ่ง’ มีมากกว่าขึ้น !!!
ส่งท้ายปี21 กันด้วยการกลับมาเขย่าโลกของ COVID–19 สายพันธุ์ “โอมิครอน (Omicron)” น้องใหม่ร้ายบริสุทธ์
ที่ “องค์การอนามัยโลก (WHO)” คาดการณ์ว่า สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลและเตือนโลกว่าวิกฤติ COVID-19 ยังไม่ได้จบไปอย่างที่หลายคนเข้าใจ
เล่นเอาตลาดการลงทุนของโลกแดงเดือดไปตามๆ กันในช่วงที่ผ่านมา ส่วนจะรับข่าวไปทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็คงต้องหลังจากมีความชัดเจนเกี่ยวกับ ‘Omicron’ ออกมามากขึ้น
และใน “วิกฤติ” ย่อม “มีโอกาส” ซ่อนตัวอยู่เสมอ !!!
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับผลกระทบและมุมมองการลงทุนมาอัพเดทกันเช่นเคย
“บลจ.ยูโอบี” รับ ‘Omicron’ ข้อมูลยังน้อย-ทำตลาดผันผวนสูง...หาก “ผลกระทบรุนแรง” พร้อมลดนน. ‘หุ้นไทย’ ลง
โดย “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” ระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์ “โอมิครอน (Omicron)” ยังมีไม่มากนักทำให้ความไม่แน่นอนในตลาดอยู่ในระดับสูง หลายประเทศมีมาตรการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการระบาดของ Omicron โดยการออกมาตรการจำกัดการเดินทางจากบางประเทศในแอฟริกา อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ ไม่ได้ต้องการที่จะใช้มาตรการ lockdown ที่เข้มงวด เว้นเสียแต่ว่าจะถูกสถานการณ์บังคับหากเกิดการระบาดอย่างรุนแรงและ/หรือความสามารถในการให้บริการของระบบสาธารณสุขเข้าไปใกล้ขีดจำกัดมากเกินไป
สำหรับผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้นไทย” นั้น เราจะติดตามสถานการณ์การระบาดของ Omicron และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสินทรัพย์แต่ละประเภทอย่างใกล้ชิด หากประเมินว่าจะมีผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงก็อาจจะแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลงอีกและ/หรือลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น Cyclicals ลง
“คาดว่าความผันผวนในตลาดหุ้นไทยน่าจะยังคงสูงในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนที่รออยู่ และในช่วงที่ผ่านมาตลาดก็ปรับตัวลงมามากระดับหนึ่ง น่าจะได้รับข่าวของ Omicron ไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนเราคือเน้น Domestic reopening with less exposure on international reopening และยังคงเน้น EV ธีม Electronics, สื่อสาร ส่วนกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และ Domestic reopening น่าจะปรับฐานระยะสั้น เนื่องจากน้ำหนักการลงทุนในตราสารทุนไทยล่าสุดอยู่ที่ 93% เทียบมาตรวัด 90% เราคาดว่าจะลดน้ำหนักส่วนนี้มาที่ระดับ 90% ในจังหวะที่เหมาะสม”

“ตลาดตราสารหนี้ไทย” เน้นคงอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ใกล้เคียงกับมาตรวัด
สำหรับ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” นั้น คาดว่านักลงทุนจะยังรอดูสถานการณ์และผลการศึกษาผลกระทบของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ก่อนว่าจะรุนแรงหรือไม่ และประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบันจะสามารถป้องกันได้แค่ไหน น่าจะส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ หรืออาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากหายตื่นตระหนก
“กลยุทธ์การลงทุนใน ‘ตราสารหนี้ไทย’ เรายังคงอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ ‘ใกล้เคียง’ กับมาตราวัด เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีการนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลับเข้ามา”
แนะสร้างสมดุลให้ “พอร์ตตปท.”…พร้อมชู ‘หุ้นสุขภาพโลก’ โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาว
ส่วน “ตลาดต่างประเทศ” หลังข่าว Omicron ได้ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับลดลงลงหนักหุ้นกลุ่ม Reopening theme อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว การเงิน พลังงาน ปรับลดลงแรง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงประมาณ 10bps ในเกือบทุกช่วงอายุ เช่นเดียวกับราคาน้ำมันและ Crypto Currencies ที่ปรับลงแรงเช่นกัน
“ในด้านเศรษฐกิจนั้น เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงฟื้นตัวและนโยบายการเงินเริ่มคลายความผ่อนคลายลง เรามีมุมมองว่าผลตอบแทนจากการลงทุนมีแนวโน้มต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าในขณะที่ความผันผวนมีสูงขึ้น ดังนั้นการลงทุนต่างประเทศ จึงเน้นลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงให้สมดุลระหว่างกลุ่ม Growth และ Cyclical รวมถึงควรกระจายความเสี่ยงไปยังหลายสินทรัพย์ แนะนำการลงทุนใน ‘หุ้นกลุ่มสุขภาพทั่วโลก’ ซึ่งบริษัทมีมุมมองว่าจะสามารถสร้างโอกาสผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว ผ่านกองทุน UOBSHC, UOBSHC-SSF และ UHCRMF”
“TISCO ESU” ชี้ ‘Omicron’ อาจฉุดตลาดหุ้นร่วง 15-20%...“ข่าวร้าย” ยังกดดันตลาดช่วง 2-3 สัปดาห์นี้
เช่นเดียวกับ “คมศร ประกอบผล” หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ที่ประเมินว่า ในช่วงที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าจะสามารถควบคุมหรือจัดการไวรัส COVID สายพันธุ์ใหม่นี้ได้อย่างไร คาดว่าแต่ละประเทศคงต้องใช้นโยบายเชิงป้องกันด้วยการจำกัดการเดินทางเข้าและออกประเทศอย่างเข้มงวด ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจนั้น TISCO ESU ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะประเมินถึงความเสียหาย แต่เบื้องต้นได้คาดการณ์กรณีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID–19 สายพันธุ์ Omicron ไว้ 2 กรณี คือ 1.กรณีที่ไม่รุนแรง (Best Case Scenario) และ 2.กรณีที่สร้างผลกระทบรุนแรง (Worst Case Scenario)

(คมศร ประกอบผล)
โดยกรณีสร้างผลกระทบรุนแรง: หาก Omicron มีความสามารถในการระบาดสูงกว่า Delta 2 เท่า และวัคซีนที่มีอยู่ไม่สามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้ หากเป็นเช่นนี้ทั่วโลกอาจจะเจอกับการแพร่ระบาดรุนแรงเทียบเท่ากับเชื้อไวรัส COVID–19 สายพันธุ์ Alpha ในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีน ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหลายประเทศอาจต้องกลับไปใช้มาตรการ Lockdown ที่เข้มงวดอีกครั้ง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ จนโรงพยาบาลรับไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นการ Lockdown รอบนี้รัฐบาลและธนาคารกลางของแต่ละประเทศเริ่มจะมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง อีกทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะถูกกระทบจากผลของ Lockdown ทำให้เงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับสูง แม้ความต้องการบริโภค (Demand) จะลดลง
“หากเป็นไปคาดการณ์ว่า Omicron ระบาดอย่างรุนแรง TISCO ESU คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสปรับลงจากปัจจุบันถึง 15-20%”
ในทางกลับกัน กรณีผลกระทบไม่รุนแรง: โดย Omicron ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่กังวล ตลาดหุ้นก็อาจปรับขึ้น (Rebound) กลับไปในระดับก่อนมีข่าว หรือมีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 2-3% เท่านั้น
“จะเห็นได้ว่าโอกาสที่หุ้นทั่วโลกจะปรับตัวลง (Downside) ยังมีมากกว่า โอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น (Upside) อย่างมาก ดังนั้น TISCO ESU ประเมินว่า ตลาดหุ้นที่ระดับปัจจุบันยังไม่สะท้อนความเสี่ยงจากประเด็นนี้อย่างเพียงพอ และน่าจะยังถูกกดดันต่อเนื่องในระหว่างที่กำลังรอความชัดเจน ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์”
ปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับ “Omicron” ที่ชัดเจนเพียงประการเดียวน่าจะเป็นเรื่องของการระบาดที่เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ส่วนความรุนแรง ประสิทธิภาพของวัคซีนยังคงรอข้อมูลกันต่อไป ตลาดก็เสียงแตกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าน่าจะจบเร็ว “ไม่มีอะไรน่ากังวล” แต่อีกกลุ่มเห็นต่างว่า “อย่าเพิ่งประมาทจะดีกว่า” แต่ในระยะสั้นก็คงเป็น “ปัจจัยลบ” ต่อตลาดในภาพรวม ในมุมกลับนี่คือโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวในการเข้าลงทุนได้เช่นเดียวกัน หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
