“High Yield Bond” น่าสนใจรับศก.โลกฟื้นตัว...ผลตอบแทนสูง-ไม่กลัว ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามารู้จักกับ “High Yield Bond (HY)” อีกทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจที่นักลงทุนไทยอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกันมากนัก
แต่สินทรัพย์ประเภทนี้ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ และมี “กองทุน” ที่จัดตั้งเพื่อเข้าไปลงทุนใน High Yield เป็นจำนวนมาก และมีบลจ.ในไทยเองที่ได้ตั้ง “กองทุน High Yield Bond” เข้าไปลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
High Yield จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ แต่มีอันดับเครดิตที่ “ต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (Non-Investment Grade)” คือต่ำกว่า BBB- ลงมา หรือไม่มีการจัดอันดับเครดิต Unrated ซึ่งจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปที่ได้อันดับเครดิตในระดับลงทุนได้ (Investment Grade) นั่นเอง
ไปพบเรื่องราวที่น่าสนใจ ที่ทีมงาน ‘Wealthythai’ นำมาฝากกันได้เลย

“นักลงทุนทั่วไป” สนใจลงทุน “High Yield Bond”...ทำได้ผ่าน “กองทุนรวม”-ทางเลือกที่ง่ายกว่า
หากดู “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในภาพรวมนั้น ต้องบอกว่าเป็นตลาดของตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade เป็นหลักประมาณ 95% ในส่วนของกลุ่มตราสารหนี้ที่เป็น High Yield นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยประมาณ 5% เท่านั้น
“และลักษณะการลงทุนของนักลงทุนเองก็เน้นลงทุนแล้วถือไปจนครบอายุเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้กลุ่มใดก็ตาม”
ในอดีตย้อนไปไกลพอประมาณนั้น เคยมีกลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้ Term Fund” ของบลจ.ขนาดเล็ก (บางแห่งนะ) เข้าไปลงทุนในตราสารหนี้ High Yield (บางส่วนหรือทั้งหมด) เพื่ออัพผลตอบแทนของกองทุนให้สูงขึ้นและดีกว่ากองทุนตราสารหนี้ประเภทเดียวกันของบลจ.ลูกแบงก์เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับกันค่อนข้างดี จนมาเจอเหตุ “ผิดนัดชำระหนี้” ในตราสาร High Yield ที่ลงทุนบางตัว จนกระทบผลตอบแทนของกองทุนและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนไป ตลาด High Yield ก็ซาไป เพราะนักลงทุนก็ขยาด บลจ.เล็กที่เคยทำเองก็ไม่กล้าตั้งกองออกมาอีก เพราะแค่แก้ปัญหาก็ปวดหัวพออยู่แล้ววว...ประมาณนั้น
“จนในที่สุดทาง ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ ก็ได้ออกมาควบคุมและจัดให้ High Yield อยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป ก็ทำให้การเข้าถึงตราสารหนี้ในกลุ่มนี้ก็จำกัดวงอยู่พอสมควร จึงไม่น่าแปลกใจว่า...นักลงทุนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกันสักเท่าไร”
กลไกกระจายลงทุน “กอง High Yield Bond”…เคล็ดลับในการ ‘ลดความเสี่ยงการลงทุน’
แต่ปัจจุบัน นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนใน “High Yield Bond” นั้น สามารถทำได้ผ่าน “กองทุนรวม” ได้แล้ว ซึ่งมีให้เลือกถึง 13 กองทุน ที่ไปลงทุนในกองทุนหลักที่ลงทุนใน High Yield ในต่างประเทศซึ่งกล่าวข้างต้นแล้วว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก
“กองทุนมีการกระจายการลงทุนใน High Yield มากกว่า 150 – 250 ตัว เลยทีเดียว เรียกว่าสัดส่วนการลงทุนแต่ละตัวไม่ถึง 1% ในกรณีที่เกิดเหตุตราสารตัวใด ‘ผิดนัดชำระหนี้ (Default)’ ขึ้นมา ผลกระทบแต่ละตัวไม่ถึง 1% น้อยมาก ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นกับกองตราสารหนี้ Term Fund ของไทยในอดีตถือ 4 ตัว Default ไป 1 ตัว ก็หายไปแล้ว 25% ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด”
ตราสารประเภท High Yield นี้ นอกจากผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไปแล้ว ในต่างประเทศตลาดใหญ่มากและมีการซื้อขายกันมีสภาพคล่องสูงมาก กองทุนที่ลงทุนก็ไม่ได้ซื้อแล้วถือไปจนครบอายุเพียงอย่างเดียว หากแต่มีจังหวะในการทำกำไรจากราคาก็สามารถ “ซื้อ-ขาย” ได้เช่นกัน

“High Yield Bond” ทางเลือกที่น่าสนใจช่วงศก.ฟื้นตัว...ความสามารถชำระหนี้ดีขึ้น-ผลตอบแทนสูงเหมือนเดิม
ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว บริษัทที่ออก High Yield ก็มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ก็ดีขึ้น ในขณะที่ยังให้ผลตอบแทนสูงเช่นเดิม จึงไม่น่าแปลกใจว่า...ทำไม “High Yield Bond” จึงถูกจัดเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน แม้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นก็ยังสามารถลงทุนได้
และจริงๆ แล้ว การลงทุนใน High Yield ผ่าน “กองทุนรวม” ยังเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อยเป็นอย่างดี เพราะกองทุนมี “ผู้จัดการกองทุน” ที่ดูแลการลงทุนให้และมีการกระจายตราสารที่ลงทุนไปมาก 150 – 250 ตัว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
“เงินลงทุนที่ใช้ก็ไม่มาก บางกองไม่มีขั้นต่ำ บางกองแค่ 1,000 บาทก็ลงทุนไป High Yield ต่างประเทศได้แล้ว และลงทุนที่กระจายไปเป็นร้อยๆ ตัว สบายใจ”
ในไทยเอง “กองทุน High Yield” จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น?
ทาง “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” ก็สนับสนุนให้มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน แม้ว่าตลาด High Yield จะเล็กและยังมีตราสารไม่มากก็ตาม แต่เชื่อว่า...ไม่ใช่ปัญหา หากมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาสุดท้ายพัฒนาการของตลาดจะตามมาเอง ซัพพลายของ High Yield จะมีเพิ่มขึ้นเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เกิดสักที
แม้ “High Yield Bond” จะมีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป แต่ด้วยการลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ที่มีการกระจายความเสี่ยงไปในตราสาร 150 -250 ตัว นั้น ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ น่าจะหามาไว้ติดพอร์ตเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวเช่นนี้
