“BLUEBELL” ส่องทิศทางลงทุนโค้งสุดท้ายปี 2026... แนะกลยุทธ์ “Barbell” จัดพอร์ตสร้าง “สมดุล” ฝ่าตลาดผันผวน !!!
โดย: บล.บลูเบลล์ (BLUEBELL)
รู้หรือไม่?...องค์ประกอบของผลตอบแทนระยะยาวที่สำคัญนั้นมาจาก “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ถึง 91.5%
ตามมาด้วย “การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุน” (Stock Selection) 4.6%,“การจับจังหวะตลาด” (Market Timing) 1.8% และที่เหลือมาจากปัจจัยอื่นๆ อีก 2.1% (ที่มา: “Determinants of Portfolio Performance” Gary Brinson, Randolph Hood and Gilbert Beebower)
แล้วทำไม? เราไม่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปทุ่มให้กับการทำ “Asset Allocation” ที่ให้ผลคุ้มค่าและตอบโจทย์การสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ดีกว่ากันล่ะ
นอกจากนี้ “การลงทุนอย่างต่อเนื่อง” (Stay Invest) คืออีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้คุณ “ไม่พลาดทุกโอกาสลงทุน” ซึ่งมีผลอย่างมากต่อผลตอบแทนในระยะยาวเช่นเดียวกัน
จากการศึกษาของ “J.P. Morgan Asset Management” หากลงทุนในตลาดหุ้น “S&P500” ตลอดระยะเวลา 20 ปี (ปี 2002–2022) พบว่า หากนักลงทุนถือเงินไว้ในตลาดตลอดเวลา จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.4% ต่อปี
แต่หากนักลงทุนพยายาม “จับจังหวะลงทุน” แล้วพลาดโอกาสลงทุนใน "วันที่ดีที่สุด" เพียง 10 วัน ผลตอบแทนเฉลี่ยจะลดลงเหลือเพียง 3.2% ต่อปี เท่านั้น และหากพลาด “30 วันที่ดีที่สุด” ผลตอบแทนจะติดลบ -1.5% ต่อปี ตามลำดับ
วันนี้ “BLUEBELL” จะชวนคุยถึง “โอกาส-ความเสี่ยง” ตลอดจน “กลยุทธ์การลงทุน” ในโค้งสุดท้ายส่งท้ายปี 2026 กัน
ส่อง 3 “ปัจจัยเสี่ยง” ที่อาจทำให้ “ตลาดผันผวน”...พร้อม 1 “ปัจจัยหนุน” ท่ามกลางเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ
ในไตรมาสที่ 4/26 นี้ “ตลาดเงินตลาดทุน” ยังมีความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน แต่ปีนี้ภาพรวมการลงทุนเองก็ “ไม่ได้แย่” สินทรัพย์ส่วนใหญ่ยังให้ผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และหลายตลาดก็ทำสถิติ “สูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นว่าเล่น ท่ามกลางปัจจัยลบที่เข้ามากระทบตลาดตลอดทั้งปีนี้ ยิ่งตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า...“ในทุกวิกฤติ ย่อมมีโอกาสลงทุนอยู่เสมอ” นั่นเอง
สำหรับ 3 “ปัจจัยเสี่ยง” สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026 นี้ ประกอบด้วย
1.“เงินเฟ้อ” ที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) สู่ระดับ 3.75 – 4.00% ในการประชุมเดือนก.ย. ที่ผ่านมา สะท้อนว่า Fed ยังคงให้น้ำหนักกับ “เงินเฟ้อ” เป็นปัจจัยสำคัญ และพร้อมพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% อย่างไรก็ตาม Fed ก็ต้องดูเรื่องของ “ตลาดแรงงาน” ควบคู่ไปด้วยซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในระดับ “Moderate”
ปัจจุบันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีลักษณะแตกต่างจากปี 2022 โดยเงินเฟ้อ “PCE” (ดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล) ล่าสุดมีแรงขับเคลื่อนจากฝั่ง “Supply” เป็นหลัก ขณะที่เงินเฟ้อ “CPI” (ดัชนีราคาผู้บริโภค) ได้รับแรงกดดันสำคัญจาก “ราคาพลังงาน” โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูใกล้ชิดเช่นกัน
“BLUEBELL มองว่าในกรณี ‘Worst Case’ Fed อาจมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อในรอบนี้มีแรงขับเคลื่อนจากฝั่ง Supply เป็นสำคัญ ทำให้การใช้นโยบายการเงินอาจมีประสิทธิผลจำกัด ดังนั้น หาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุของเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงมองว่า Fed น่าจะ ‘ระมัดระวัง’ ไม่ให้การดำเนินนโยบายการเงินสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมากเกินไป”
2.“การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ” วันที่ 3 พ.ย. 26 โดยเฉพาะเมื่อประเด็นด้านค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และนโยบายการค้ากำลังได้รับความสนใจจากประชาชน ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะบททดสอบสำคัญต่อรัฐบาลของ “Donald Trump” ในช่วงครึ่งหลังของวาระที่2 โดยข้อมูลของ “BlackRock” พบว่า ปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมมักเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่าปีเลือกตั้งประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม ตลาดมักมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังผ่านพ้นความไม่แน่นอนของการเลือกตั้ง โดย “S&P 500” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +14.1% ในช่วง 6 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
“BLUEBELL มองว่าประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมไม่ควรเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการ ‘ลดพอร์ต’ หรือ ‘ขายสินทรัพย์’ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง เนื่องจากข้อมูลในอดีตสะท้อนว่า การพยายามปรับพอร์ตตามความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำให้พลาดช่วงฟื้นตัวของตลาดได้ โดย ‘BlackRock’ พบว่าการลงทุนตามมุมมองทางการเมืองและการลดพอร์ตการลงทุนในช่วงที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ส่งผลให้ผลตอบแทนระยะยาวต่ำกว่าการลงทุนต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ลงทุนระยะยาว การ ‘รักษาวินัย’ ในการลงทุนและ ‘ให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐาน’ ของสินทรัพย์ มากกว่าการปรับพอร์ตตามกระแสการเมือง อาจเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบทเรียนจากข้อมูลในอดีตมากกว่า”
3.“Bond Yield” ที่อยู่ในระดับสูง โจทย์ใหญ่ที่ “ตลาดหุ้น” หนีไม่พ้น และเป็นปัจจัยที่กำลังเขย่าตลาดในปัจจุบัน ล่าสุด “Bond Yield” 10 ปี สหรัฐ ปรับตัวขึ้นไปแตะ 5.30% และ 30 ปี แตะระดับ 5.65% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 และยังมีโอกาสขึ้นสูงต่อจากหลายปัจจัยทั้งการเพิ่มขึ้นของ Term Premium, “Kevin Warsh” ประธาน Fed คนใหม่ลด Forward Guidance ต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต รวมถึงปริมาณการออกหุ้นกู้ Investment Grade ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม Hyperscaler เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรระยะยาว
“BLUEBELL มองว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ ‘Bond Yield’ จะอยู่ในระดับสูง แต่ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ ยังคงสามารถทำ ‘All-Time High’ ได้ต่อเนื่อง โดยหุ้น ‘S&P 500’ ปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 13.35% ขณะที่ EPS Growth ยังคงเติบโตในวงกว้าง (ที่มา: Google Finance, วันที่ 5 ต.ค. 26) แม้ ‘Bond Yield’ ที่อยู่ในระดับสูงจะยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญและอาจทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แต่หากกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและ Broad-based ตลาดหุ้นอาจยังสามารถรองรับระดับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ ประเด็นที่ต้องติดตามจึงอยู่ที่ว่า ‘Bond Yield’ จะปรับขึ้นเร็วเพียงใด และการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจะเริ่มส่งผลกระทบต่อ Earnings Growth เมื่อใดเป็นสำคัญ”

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลาง “ปัจจัยเสี่ยง” ยังมี “ปัจจัยหนุน” บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบอยู่ นั่นก็คือ
1. “เศรษฐกิจโลก” ที่แข็งแกร่งแม้เผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินเปลี่ยนจากการลดดอกเบี้ยกลับมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย “Global PMI Diffusion Index” ที่อยู่ในระดับ 21% สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง
“BLUEBELL มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจในหลายประเทศยังคงแข็งแกร่งเพียงพอโดยเฉพาะประเทศในเศรษฐกิจหลักของโลกทั้งสหรัฐ, ญี่ปุ่น, ยุโรป, ตลาดเกิดใหม่ และจีน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเข้าสู่ภาวะ ‘Recession’ ในระยะข้างหน้า”
เปิด 3 “ปัจจัยบวก” พร้อมหนุนตลาดช่วงโค้งสุดท้ายปี 2026
ผ่านไปแล้วสำหรับ 3 “ปัจจัยเสี่ยง” พร้อม 1 “ปัจจัยหนุน” ที่นักลงทุนควรรู้...ไม่ใช่เพื่อให้ “กลัว” จน “ไม่กล้าลงทุน” แต่ประการใด แต่เพื่อให้มีข้อมูลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “ขยับปรับพอร์ต” การลงทุนให้เหมาะสมและทันท่วงที และทันสถานการณ์เป็นสำคัญ
แต่ก็ใช่จะมีแต่เรื่องร้ายๆ ก็หาไม่ เรื่องดีๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026 ก็มีเช่นเดียวกัน โดย 3 “ปัจจัยบวก” ที่พร้อมสนับสนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ยังมีให้อุ่นใจ ได้แก่
1.การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ตลาดหุ้นในปัจจุบันยังถูกขับเคลื่อนด้วยกำไรที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย “Bloomberg Consensus” คาดการณ์ว่ากำไรของ “MSCI World” จะเติบโต 30% ณ สิ้นปี 2026 และ 14% ในปี 2027 จึงมองว่าตลาดหุ้นในภาพรวมยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ
“ในส่วนของตลาดที่ ‘BLUEBELL’ ชื่นชอบ ได้แก่ ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ ยังคงโดดเด่น ด้วยเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีท่ามกลางนโยบายการเงินที่เปลี่ยนทิศ ขณะเดียวกันในฝั่ง EM อย่าง ‘เกาหลีใต้’ เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น หลัง Valuation ยังอยู่ในระดับไม่แพง ประกอบกับ Momentum ของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ‘บราซิล’ ยังเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี เนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงานและกลุ่มการเงินในระดับสูง”
2.เศรษฐกิจหลายประเทศยังขยายตัวได้ดีท่ามกลางราคาพลังงานสูง แม้ระดับ “Debt/GDP” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจะสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตของภาครัฐ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นสัญญาณว่าภาครัฐยังมีการใช้จ่ายและมีเม็ดเงินจำนวนมากสำหรับสนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจ ทั้งในปัจจุบันและในระยะข้างหน้า
“จากแนวโน้มของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘BLUEBELL’ มองว่าภูมิภาคที่น่าสนใจ ได้แก่ ญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้นโยบายและการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง”
3.“AI Super Cycle” ขยายผลไปในวงกว้างกว่ากลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางการลงทุนด้าน “AI CAPEX” ที่ยังคงขยายตัวในระดับสูงจนนักลงทุนเริ่มกังวลและตั้งเป็นคำถามว่า...เงินลงทุนเหล่านั้นจะกลับมาสร้างเป็นรายได้และกำไรของบริษัทได้หรือไม่? หรือจะกลายเป็น “ฟองสบู่ AI” (AI Bubble) กันแน่
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ “BLUEBELL” ยังคงมองว่าในปัจจุบันยัง “ไม่ใช่ภาวะ AI Bubble” แต่ประการใด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่
-
การเติบโตของรายได้จากผู้พัฒนา AI Model โดยเฉพาะ “Anthropic” และ “OpenAI” ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า Demand สำหรับ Generative AI ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าการใช้งาน AI กำลังขยายตัวจากการทดลองใช้งานไปสู่การใช้งานจริงและการสร้างรายได้
-
การ “Monetize” ในฝั่งปลายน้ำเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น ขณะที่ฝั่งกลางน้ำอย่าง “Hyperscaler” ก็มี Visibility ของรายได้ในอนาคตที่สูงขึ้น โดยปัจจุบัน RPO ของบริษัทในกลุ่มดังกล่าวรวมกันอยู่ในระดับกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อน Visibility ของรายได้ในอนาคตที่ชัดเจน
-
ผลของ “AI CAPEX” ยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม “Technology” หรือ “AI Value Chain” เท่านั้น แต่ยังส่งต่อไปยัง ภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุน Data Center และการระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่
“BLUEBELL มองว่า ‘AI Super Cycle’ ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการเติบโตของหุ้นกลุ่ม AI หรือ Technology เท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปสู่วงจรการลงทุนขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ AI Model, Cloud, Data Center, Power Infrastructure ไปจนถึง Financial และ Commodity Sectors ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ‘AI Investment Cycle’ ในรอบนี้มีผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างมากขึ้น”
แนะกลยุทธ์ “Barbell”...จัดพอร์ตสร้าง “สมดุล” ฝ่าตลาดผันผวน
ในภาวะที่ “Bond Yield” อยู่ในระดับสูงและตลาดมีความผันผวนจากปัจจัยการเมืองและนโยบายการเงิน “BLUEBELL” แนะนำให้จัดพอร์ตในลักษณะ “Barbell” เพื่อสร้าง “สมดุล” ระหว่างสินทรัพย์ที่สร้าง “การเติบโต” และ “ตั้งรับ” พร้อมเสริมด้วย “Theme” การลงทุนที่มีพื้นฐานโดดเด่น
สำหรับ “นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้” แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุน ดังนี้
-
ส่วนเติบโต: เน้นกองทุนหุ้นที่มีการเติบโตของกำไร ได้แก่ ES-GCORE 30%
-
ส่วนตั้งรับ: เน้นกองทุนตราสารหนี้คุณภาพสูงที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่ “Bond Yield” สูง รวมถึงกองทุนหุ้น “Defensive” เพื่อลดความผันผวน ได้แก่ ES-GAINCOME-A 15%, UGISFX-N 15% และ ONEGLOBFIN-RA 10%
-
Theme เด่น: เพิ่ม Theme การลงทุนเฉพาะที่มีปัจจัยหนุนชัดเจนที่มี Valuation น่าสนใจ ได้แก่ KT-HEALTHCARE 10%, DAOL-SUPERAI 10%, KF-EMXCN-A 5% และ DAOL-BRAZILEQ 5%
“ในช่วงไตรมาสที่4/26 นักลงทุนควรระวังความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงโอกาสที่ Fed อาจส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ‘BLUEBELL’ แนะนำให้รักษาวินัยการลงทุน ไม่ลดพอร์ตตามกระแสการเมืองหรือความผันผวนระยะสั้น เพราะข้อมูลในอดีตชี้ให้เห็นชัดว่าการพยายาม ‘Time the Market’ ในช่วงเลือกตั้งมักทำให้พลาดช่วงฟื้นตัวของตลาด นักลงทุนที่มีเม็ดเงินสดสามารถทยอยสะสมในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง โดยเน้นสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีการเติบโตของกำไรที่ชัดเจน”
การ “สร้างความมั่งคั่ง” จากการลงทุนไม่ได้อาศัย “เวทมนตร์” หรือพลังในการ “หยั่งรู้อนาคต” แต่เกิดจาก "วินัย" และ "ระยะเวลา" เลิกเสียเวลาวิเคราะห์ทิศทางตลาดรายวัน เปลี่ยนมาคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ มีการ “กระจายความเสี่ยง” ที่เหมาะสม แล้วใช้วิธีการ “ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” พร้อมถือครองในระยะยาว เพื่อให้เงินลงทุนของคุณได้ทำงาน “เต็มศักยภาพ” ฝ่าทุกภาวะตลาด สู่ “เป้าหมายการเงิน” ที่วางเอาไว้เป็นสำคัญนั่นเอง
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
สนใจติดต่อบล.บลูเบลล์ โทร. 02-249-2999 www.bluebellgroup.co.th
