Official Update :

เปิดวิสัยทัศน์ ซีอีโอคนใหม่ SO ย้ำเป็นบริษัทที่พร้อมเติบโตสเกลอัพได้

หัวเรือใหญ่สยามราชธานีคนใหม่ ประกาศพร้อมนำทัพบริษัทเติบโตสเกลอัพทุกเวลา เน้นบริหารแบบคล่องตัว กระจายการตัดสินใจให้ผู้บริหารไม่ต้องขึ้นกับซีอีโอเพียงคนเดียว ใช้ Agile ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยาก ชูกลยุทธ์คุมต้นทุน พร้อมรักษาพนักงานดั่งเพชรเม็ดงามเพื่อฝ่าวิกฤตโควิด-19 เปิดกว้างหาพันธมิตร อ้าแขนรับสตาร์ทอัพหรือธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกัน ชี้งานไหนไม่ถนัดต้องดึงพาร์ทเนอร์เข้ามาเสริมเพราะยุคนี้ถึงเวลาต้องช่วยกันโต และใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้ามากที่สุด


หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้นำด้านธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) มีมติอนุมัติแต่งตั้งนายจิรณุ กุลชนะรัตน์ เป็นประธานกรรมการบริหาร แทน นายไกร วิมลเฉลา และนายณัฐพล วิมลเฉลา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทน นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ซึ่งทั้งหมดจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป


นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์และนโยบายการบริหารหลังจากนี้ว่า ที่ผ่านมาการทำงานแต่ละยุคสมัยย่อมมีความท้าทายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ทุกอย่างไว รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงการสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับทั่วโลกและมีผลกระทบกับทุกส่วน ทำให้มองว่าสยามราชธานียังต้องปรับกระบวนการทำงานที่ต่อเนื่องหลังจากเริ่มทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นมา 2-3 ปี แล้ว  โดยจะเน้นการทำงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralize) ที่ให้อำนาจผู้บริหารแต่ละส่วนสามารถบริหารจัดการงานเองได้ ไม่ต้องผ่านซีอีโอหมดทุกเรื่อง รวมถึงใช้กระบวนการทำงานแบบ Agile ที่จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อที่จะเตรียมตัวให้บริษัทพร้อมเติบโตแบบสเกลอัพได้ทุกเวลา


อย่างไรก็ดี มองว่า ปัจจุบันจุดแข็งของสยามราชธานี คือ การที่สามารถรวม ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบุคลากรไว้ด้วยกันทั้งหมด ซึ่งทำให้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลูกค้าได้หลายโซลูชั่น อีกทั้งปัจจุบันบริษัทยังมีลูกค้าที่มั่นคง ทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็น Multi Company ที่มีมาตรฐานสูงรวมกว่า 600 สัญญา ส่งผลให้ SO สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากลูกค้ามาพัฒนาไปพร้อมๆ ไปกับคู่ค้าได้เลย ซึ่งหากดูจากตัวเลขตลาดแรงงานไทยที่อยู่ในระบบประกันสังคม จากสถิติเมื่อปี 2562 พบว่ามีจำนวนแรงงานอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านคน หากคิดเป็นส่วนแบ่ง 10% ของตลาดแรงงานทั้งหมด จะเท่ากับว่าSO จะมีตลาดแรงงานเอาท์ซอร์สอยู่ที่ 1.6 ล้านคน ซึ่งถือว่ายังคงเป็นตลาดที่ยังโตและไปได้ในอนาคต  


“ตอนนี้ส่วนงานที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมและรถเช่าเติบโตเฉลี่ยปีละกว่าร้อยละ 10 และสิ่งนี้ได้กลายเป็นเหมือนสนามทดสอบไปพร้อมกับลูกค้า (Sandbox) ที่ทำให้บริษัทได้ฝึกคิดและพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่และพร้อมนำไปปรับใช้ในการแก้ไขปัญหากับลูกค้าเลย เพราะปัจจุบันเรื่องการซื้อระบบซอฟท์แวร์ไม่ใช่ปัญหา แต่หัวใจสำคัญของงานประเภทนี้คือ การที่พนักงานของ SO ไปอยู่ไซต์งานของลูกค้า ทำให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างานจริงว่ามีอะไรบ้าง แล้วควรหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไรที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น จนในที่สุดสามารถนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มของตัวเองในโซลูชั่นต่างๆ ที่ SO ทำขึ้นมาเอง และก็พร้อมขยายการบริการโดยมีการต่อยอดไปยังลูกค้ารายอื่นตามแต่รายกรณีไป”นายณัฐพลกล่าว


นายณัฐพล กล่าวต่อว่า สิ่งที่บริษัทจะพยายามเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น คืองานทางด้าน SO NEXT ซึ่งเป็นส่วนงานที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ที่ร้อยละ 5  โดยใช้กลยุทธ์คือ การเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจทุกส่วนมาร่วมกันทำงานมากขึ้น เพราะปัจจุบันเป็นยุคที่ต้องช่วยกันโต ส่วนงานไหนที่ไม่ถนัดหรือเชี่ยวชาญ ก็ไปชวนคนที่เขาเก่งกว่ามาช่วยกันทำงานได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้วยว่าจะเป็นคู่แข่งหรือธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ เนื่องจากตลาดของธุรกิจ Outsourcing Services ยังมีมูลค่าที่สูงมากยังสามารถช่วยกันทำงานและกระจายกันเติบโตได้


“สยามราชธานีเปิดกว้างสำหรับพันธมิตรทุกด้าน โดยเฉพาะสตาร์ทอัพที่แม้ปัจจุบันจะมีความร่วมมือกับสตาร์ทอัพบางแห่งแล้ว แต่ก็พร้อมที่จะรับพันธมิตรต่อเนื่องหากโซลูชั่นของการทำธุรกิจสามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าหรือสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น เพราะสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาเพื่อมาแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ แต่ยังขาดความมั่นคงทางการเงินที่จะไปพัฒนางานให้เป็นสเกลอัพที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งสยามราชธานีก็พร้อมที่จะเข้าไปลงทุนหรือหาลูกค้าให้ด้วย”


นอกจากนั้น ต้องพยายามนำสิ่งที่สตาร์ทอัพมีมาประยุกต์กับประสบการณ์ของบุคลากรของบริษัท รวมถึงกรณีศึกษาหลายอย่างที่เกิดจากหน้างานที่พนักงานไปอยู่กกับลูกค้าตลอด มาประมวลตามกระบวนการวิศวกรรมที่มี โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อม จนสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าไปเน้นกลยุทธ์ทำงานในธุรกิจหลัก (Core Business) ส่วนเรื่องที่ไม่ใช่แผนงานหลักของบริษัทแต่ก็มีความสำคัญในการดำเนินทำธุรกิจก็ให้สยามราชธานีเป็นผู้ดูแลและบริการแทน


สำหรับมุมมองธุรกิจ Outsourcing Services ยังมองว่า หลังจากเกิดโควิด-19 ธุรกิจยิ่งต้องปรับตัวรวดเร็วมากขึ้น และมีความจำเป็นต้องลดต้นทุนในการบริหารค่าใช้จ่าย ทำให้ต้องใช้การบริการจากข้างนอกในส่วนงานที่แยกส่วนได้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีกับสยามราชธานี

Most Viewed
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 1 day ago
Where to put your money
“All-Time High” (จุดสูงสุด) ของวันนี้… อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของโอกาสครั้งต่อไปก็เป็นได้ !!!
Updated 3 hours from now
Stock of the Day
EPG ก้าวอย่างมั่นคง เน้นบริหารต้นทุนมากกว่าตัวเลข มั่นใจปี 2569/2570 โตทุกกลุ่มธุรกิจ รับโครงการภาครัฐ - Data Center หนุน
Updated 14 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 20 hours ago
News Highlight
ก.ล.ต. ธปท. คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมโครงการ Money Story for Influencer เล่าเรื่องการเงินอย่างรับผิดชอบ
Updated 12 hours ago
Follow Us