“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!

Wealth EZ: เรื่อง “การวางแผนการเงิน” หลายคนมักจะมองว่าเป็นเรื่องของการลงทุนว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดี แต่จริงๆ แล้ว การลงทุนเป็นเพียงส่วนเดียวของการวางแผนการเงินเท่านั้น การวางแผนการเงินมีหลายเรื่องมาก ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนเพื่อวัยเกษียณ การวางแผนการศึกษาลูก การบริหารความเสี่ยง การวางแผนภาษี การวางแผนมรดก หากถามว่าเรื่องไหนสำคัญที่สุด ก็คงตอบว่า “แล้วแต่กรณี” เพราะเป้าหมายการเงินของคนแต่ละคนแตกต่างกัน แม้ในคนเดียวกัน เป้าหมายทางการเงินยังแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา


ตัวอย่างเช่น ตอนที่เราแต่งงาน มีครอบครัว เป้าหมายการเงินอาจเป็นเรื่องการสร้างทรัพย์สิน การศึกษาลูก แต่ตอนวัยเกลางคน เราอาจมีเป้าหมายของการวางแผนเพื่อวัยเกษียณเข้ามาเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักก็ได้


แต่หากถามว่า ในการวางแผนการเงินทุกอย่าง ถ้าวางแผนพลาด หรือวางแผนไม่ทัน เราจะยังพอแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบคือ “แผนการเงินส่วนใหญ่แก้ไขได้ แม้ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ดีเท่าการวางแผนแต่เนิ่นๆ แต่มีแผนการเงินอย่างหนึ่ง ที่ถ้าเราพลาดแล้ว เราแก้ไขไม่ได้เลย ลองทายดูนะ คือ แผนการเงินอะไร?


คำตอบ คือ “แผนมรดก” ที่ถ้าพลาดแล้ว ไม่สามารถแก้ไขได้เลย เพราะเป้าหมายหลักของการวางแผนมรดก คือ “ก่อนตายคิดยังไง หลังตายต้องเป็นอย่างนั้น” แต่เมื่อเจ้าของมรดกได้เสียชีวิตไปแล้ว ใครจะสามารถตอบแทนเจ้าของมรดกได้ว่า “ก่อนตายคิดยังไง? ดังนั้น คนที่จะตัดสินว่า “ก่อนตาย เจ้าของมรดกคิดยังไง ก็คือ กฎหมายอย่างเดียว”


“การวางแผนมรดก” จึงเป็นเรื่องของการวางแผนด้านการเงิน และ การวางแผนด้านกฎหมาย ส่วนจะวางแผนอย่างไร เรามาดูกรณีป้าละเมียด คำถามจากทางบ้าน ครับ


ป้าละเมียด 60 ปี มีบ้าน 1 หลัง ที่ดิน 2 แปลง เงินฝาก มีลูก 3 คน ยังไม่เคยทำพินัยกรรมเพราะคิดว่า "ลูกๆ คงตกลงกันเองได้" แต่เริ่มไม่มั่นใจเพราะเห็นข่าวพี่น้องทะเลาะแย่งมรดกกันจนขึ้นโรงขึ้นศาล


คำถาม: "ป้ามีทรัพย์สินอยู่บ้าง อยากแบ่งให้ลูกอย่างเป็นธรรม ไม่อยากให้ทะเลาะกันทีหลัง ต้องทำยังไงคะ?"  


กรณีของ ป้าละเมียด อายุ 60 ปี เป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อยมากในงานวางแผนมรดก เพราะหลายครอบครัวเชื่อว่า "ลูกคงตกลงกันเองได้" แต่ในทางปฏิบัติ ความขัดแย้งเรื่องมรดกมักเกิดขึ้นแม้ในครอบครัวที่เคยรักกันมาก


งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ครอบครัวและจิตวิทยาพบว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจาก "ความโลภ" เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกว่า "ไม่ได้รับความยุติธรรม" (Perceived Fairness) มากกว่า


เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อแม่เองสร้างปัญหาให้ลูกหลังตาย จึงควร “วางแผนมรดก” แต่เนิ่นๆ ก่อนตาย ยิ่งเร็วได้ ยิ่งดี เพราะไม่มีใครรู้ว่า จะตายเมื่อไหร่ เหมือนสุภาษิตทิเบตที่ว่า “พรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่า อะไรมาถึงก่อน? คนส่วนใหญ่มั่นใจว่า พรุ่งนี้มาถึงก่อน แต่เผลอๆ ชาติหน้ามาถึงก่อนแบบไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้


“เป้าหมาย” ของการวางแผนมรดกที่ดี จะประกอบด้วย
5 ถูก

  • ถูกคน คือ อยากให้ใครได้ คนนั้นต้องได้

  • ถูกเงิน คือ อยากให้ใครได้เท่าไหร่ คนนั้นต้องได้เท่านั้น

  • ถูกส่วน คือ แบ่งมรดกอย่างไร ลูกไม่ทะเลาะกัน

  • ถูกเวลา คือ ตายปุ๊บ ลูกได้เงิน ไม่ต้องมานั่งฟ้องศาล หรือ พิสูจน์ว่า พ่อแม่คิดอะไรไว้ก่อนตาย

  • ถูกต้นทุน คือ ต้องประหยัดภาษีการรับมรดก มรดกให้ตกอยู่ในมือลูกเราให้มากที่สุด


ขั้นตอนใน “การวางแผนมรดก”

ขั้นตอนที่ 1: ทำทะเบียนทรัพย์สิน

สำรวจทรัพย์สินทั้งหมด เมื่อมรดก คือ ทรัพย์สินที่เราจะจัดสรรให้ลูกหลานหลังตาย ดังนั้นขั้นตอนแรก คือ เราต้องรู้ก่อนว่า เรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง เก็บไว้ที่ไหน และไม่เพียงเราต้องรู้ คนในครอบครัวเราต้องรู้ด้วย ไม่งั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ลูกหลานไม่รู้เลยว่า พ่อแม่มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เก็บไว้ที่ไหน สรุปเงินที่หาตลอดชีวิต ลูกไม่ได้ใช้


กรณีตัวอย่างที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับเรื่องนี้ได้ดีเลย คือ กรณี “เตียงผีวัดสวนแก้ว” ที่พ่อแม่เก็บทรัพย์สินไว้หัวเตียงมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ลูกไม่รู้เอาเตียงไปบริจาควัดสวนแก้ว ต่อมาวัดสวนแก้วพบทรัพย์สินที่เก็บไว้หัวเตียง จึงประกาศหาเจ้าของ เรื่องวุ่นๆ อยู่พักใหญ่ สุดท้ายลูกๆ เจ้าของเตียงตัวจริงสามารถหาหลักฐานมายืนยันความเป็นเจ้าของได้ โชคดีที่เป็นวัดสวนแก้ว หากเป็นที่อื่น ไม่แน่ใจว่า ลูกหลานกรณีนี้จะได้ทรัพย์สินพ่อแม่คืนหรือไม่


“สำหรับผมเอง ทำทะเบียนทรัพย์สินเก็บไว้ในกลุ่ม Line ครอบครัว เพราะทำง่าย ปรับปรุงได้ง่าย ไม่สูญหาย โดยถ่ายรูปทรัพย์สินไว้ อย่างเช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก ทะเบียนรถ ฯลฯ หากทรัพย์สินที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน อย่างเช่น พอร์ตหุ้น พอร์ตกองทุน ฯลฯ ก็จะเขียนรายละเอียด พร้อมเบอร์ติดต่อ ไว้ในกลุ่ม Line เช่นกัน รวมทั้งระบุหนี้สินไว้ด้วย (ถ้ามี)”


ขั้นตอนที่
2: วางแผนการจัดการทรัพย์สิน

พ่อแม่อยากให้ลูกมีทรัพย์สินมากที่สุด แต่ขณะเดียวกัน ก็อยากป้องกันรักษามูลค่าของทรัพย์สินไม่ให้สูญหายด้วย ดังนั้นพ่อแม่จึงต้องมานั่งพิจารณาว่า ทรัพย์สินอะไรบ้างที่จะส่งให้ลูก ทำอย่างไรที่ทรัพย์สินนั้นจะไม่ลดมูลค่า


ตัวอย่างเช่น หากมีที่ดินอยู่ และลูกไม่สนใจ ก็ควรพิจารณาขายที่ดินนั้นแปลงเป็นทรัพย์สินอื่น หรือ อย่างเช่น มีพอร์ตหุ้นอยู่ แต่เกรงว่าพอร์ตหุ้นจะมีมูลค่าลดลง ก็ควรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น หรือ อย่างทรัพย์สินอื่นๆ เช่น บ้าน รถ ก็ควรทำประกันคุ้มครองทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ ไม่เพียงทรัพย์สิน สุขภาพของพ่อแม่เองก็สำคัญ ดูแลสุขภาพให้ดี มีประกันสุขภาพ ประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อไม่เป็นภาระลูก


ขั้นตอนที่
3: การจัดการมรดก

ขั้นตอนนี้ คือ การวางแผนจัดสรรมรดกตามเป้าหมาย 5 ถูก

  • ถูกคน คือ อยากให้ใครได้ คนนั้นต้องได้ คนที่จะมีสิทธิได้รับมรดกแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ


1.“ทายาทโดยธรรม
อันได้แก่ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย ใช้หลักญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง เรียงลำดับ ดังนี้

  • ลำดับที่ 1 ผู้สืบสันดาน:ลูกโดยชอบด้วยกฎหมาย, บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้ว, บุตรบุญธรรม, หลาน, เหลน (สืบต่อเป็นทอดๆ)

  • ลำดับที่ 2 บิดา มารดา:บิดา มารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย

  • ลำดับที่ 3 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน:พี่น้องแท้ๆ (พ่อแม่เดียวกัน)

  • ลำดับที่ 4 พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน:พี่น้องต่างพ่อหรือต่างแม่

  • ลำดับที่ 5 ปู่ ย่า ตา ยาย:ปู่ ย่า (ฝั่งพ่อ) และ ตา ยาย (ฝั่งแม่)

  • ลำดับที่ 6 ลุง ป้า น้า อา:พี่น้องของบิดาหรือมารดาของผู้ตาย


2.“ผู้รับพินัยกรรม
ซึ่งได้แก่ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม

“ถ้าเจ้ามรดกไม่ทำอะไรเลย ทรัพย์จะถูกแบ่งตามกฎหมายให้กับทายาทโดยธรรมตามลำดับ ถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ใคร ผู้รับพินัยกรรมย่อมได้รับมรดกตามนั้น ดังนั้น วิธีที่ดีในการ ถูกคน คือ การทำพินัยกรรม นั่นเอง”


พินัยกรรม” คือ เอกสารที่เป็นเจตนารมณ์เผื่อตายของเจ้ามรดกว่าจะจัดสรรทรัพย์มรดกอย่างไร ให้ใคร ให้เท่าไหร่ ให้อย่างไร ฯลฯ พินัยกรรมจึงเป็นเหมือนตัวแทนของเจ้ามรดกที่จะบอกว่า เจ้ามรดกคิดอะไรไว้ก่อนตาย


เมื่อ “พินัยกรรม” มีความสำคัญมากขนาดนี้ เราจึงควรทราบข้อสำคัญเกี่ยวกับพินัยกรรม ดังนี้

  1. พินัยกรรมต้องทำขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องมีอายุครบสิบห้าปีแล้ว และมีสติรู้ตัวว่าตนกำลังทำอะไร และต้องการอย่างไร มีอิสระในการตัดสินใจ

  2. ผู้รับมรดกจะเป็นหรือไม่เป็นทายาทโดยธรรมก็ได้ แต่คนที่เป็นพยานในพินัยกรรม หรือผู้เขียนพินัยกรรม จะเป็นผู้รับพินัยกรรมไม่ได้

  3. ระบุถึงการจัดสรรปันส่วนทรัพย์สิน หนี้สิน ให้กับบุคคลต่างๆ

  4. กำหนดการจัดการกับทรัพย์สินต่างๆ

  5. กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับบุคคล

  6. กำหนดผู้จัดการมรดก

  7. พินัยกรรมต้องทำไว้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้

  8. ผู้ที่ทำพินัยกรรมจะต้องไม่เป็นผู้ที่ไร้ความสามารถตามที่กฎหมายห้ามไว้

  9. พินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อเจ้ามรดก และระบุวัน เดือน ปี สถานที่ในการทำพินัยกรรมด้วย

  • ถูกเงิน คือ อยากให้ใครได้เท่าไหร่ คนนั้นต้องได้เท่านั้น เจ้ามรดกสามารถระบุได้ว่าอยากให้ใครได้อะไร ได้เท่าไหร่ ในพินัยกรรม

  • ถูกส่วน คือ แบ่งมรดกอย่างไร ลูกไม่ทะเลาะกัน พ่อแม่แทบทุกคนจะใช้หลัก “ยุติธรรม” เพื่อไม่ให้ลูกๆ รู้สึกว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน และวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ทำกัน คือ “หารเท่ากัน” อย่างเช่น กำหนดให้ลูกเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน ธุรกิจ ฯลฯ ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน วิธีนี้ ยุติธรรม ก็จริง แต่ก็เป็นชนวนให้ลูกๆ ทะเลาะกัน


“วิธีการจัดสรร”
และ “วางแผนมรดก” ที่ป้องกันลูกๆ ทะเลาะกัน

  1. ทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย: ระบุทรัพย์สินและตัวบุคคลให้ชัดเจน เพื่อลดช่องว่างการตีความและลดปัญหาข้อพิพาททางกฎหมาย

  2. แบ่งทรัพย์สินให้ชัดเจนเป็นชิ้น: กำหนดให้ชัดเจนว่าใครจะได้บ้าน ที่ดิน หรือเงินส่วนไหน แทนการให้ถือครองกรรมสิทธิร่วมกันหลายคน ซึ่งมักเป็นชนวนเหตุให้ทะเลาะกันภายหลัง

  3. สื่อสารเปิดอกคุยกันล่วงหน้า: พูดคุยอธิบายเหตุผลให้ลูกทุกคนเข้าใจถึงแนวคิดในการแบ่งทรัพย์สิน ขณะที่เจ้าของมรดกยังมีชีวิตอยู่

  4. ทยอยให้หรือจัดการขณะยังมีชีวิต: ทรัพย์สินบางประเภท เช่น เงินสดหรือธุรกิจ สามารถทยอยมอบให้เป็นสัดส่วน หรือวางแผนโอนให้เรียบร้อยเพื่อลดภาระการจัดการหลังเสียชีวิต

  5. แต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่เป็นกลาง: เลือกบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีความยุติธรรม หรือเป็นคนนอกที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่จัดการกองมรดก

  • ถูกเวลา คือ ตายปุ๊บ ลูกได้เงิน ไม่ต้องมานั่งฟ้องศาล หรือ พิสูจน์ว่า พ่อแม่คิดอะไรไว้ก่อนตาย พินัยกรรมที่เขียนไว้ชัดเจน โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกจะช่วยย่นเวลาในการจัดสรรทรัพย์มรดกได้เร็ว

  • ถูกต้นทุน คือ ต้อง “ประหยัดภาษีการรับมรดก” มรดกให้ตกอยู่ในมือลูกเราให้มากที่สุด ฐานภาษีมรดก คือ มรดกสุทธิ (ทรัพย์มรดกที่ตัดภาระหนี้ออกแล้ว) เสียภาษีเฉพาะมูลค่าทรัพย์มรดกสุทธิส่วนที่เกิน 100 ลบ. โดยเสียภาษีร้อยละ 10 แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานเสียภาษีร้อยละ 5 โดยคิดจากทรัพย์มรดกที่มีทะเบียน อย่างเช่น ที่ดิน รถ เงินฝาก หุ้น กองทุน ฯลฯ


ดังนั้น หากเรามีทรัพย์มรดกสุทธิที่จะให้ลูกแต่ละคนเกิน 100 ล้านบาท เราก็ควรต้องวางแผนภาษีการรับมรดก เพื่อลูกเราจะได้ไม่มีภาระต้องมาจ่ายภาษีการรับมรดกให้สรรพากร ด้วยวิธีให้ก่อนเสียชีวิตไม่เกิน 20 ลบ./ปี เพื่อไม่ให้เสียภาษีการรับการให้ และเพื่อให้ทรัพย์มรดกที่จะให้ลูกหลังตายเหลือน้อยที่สุด และกระจายผู้รับ เพื่อให้มรดกที่แต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทให้น้อยที่สุด หรือ กระจายผู้ให้ โดยทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทให้คู่สมรส (กฎหมายยกเว้นภาษีการรับมรดกกรณีนี้ไว้) แล้วค่อยให้คู่สมรสยกทรัพย์มรดกให้ลูกอีกที”


ตัวอย่างเช่น มีทรัพย์มรดก 400 ล้านบาท มีลูก 2 คน เราอาจวางแผนแบ่งมรดกให้ลูกคนละ 100 ล้าน ให้คู่สมรส 200 ล้าน แล้วให้คู่สมรสส่งมรดกให้ลูกอีกคนละ 100 ล้าน สรุปสุดท้าย ลูกแต่ละคนได้มรดกคนละ 200 ล้านบาท แต่ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการถือครองทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินไม่มีทะเบียน เช่น อัญมณี เพชร ฯลฯ


“ถ้าผู้รับมรดกยังไม่มีเงินมาเสียภาษี เก็บมรดกไว้ใน กองมรดก เพราะเก็บมรดกในรูป กองมรดก ไม่เสียภาษีการรับมรดก แต่เสียภาษีเงินได้”


“วางแผนมรดก” ด้วย “การทำประกันชีวิต” โดยให้ลูกหลานเป็นผู้รับผลประโยชน์ เพราะสินไหมประกันชีวิตไม่ใช่มรดกตามคำพิพากษาฎีกาที่ 4714/2542 “สิทธิในการได้รับเงินประกันชีวิต เกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันชีวิตถึงแก่กรรม จึงไม่ใช่มรดกของผู้ตาย” ดังนั้น เมื่อสินไหมประกันชีวิตไม่ใช่มรดก ลูกหลานได้รับสินไหมประกันชีวิต ก็ย่อมไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก


ขั้นตอนที่ 4: ทบทวนทุก 3-5 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น ซื้อทรัพย์ใหม่ ขายทรัพย์ แต่งงาน หย่าร้าง ผู้รับมรดกเสียชีวิต ฯลฯ


“ความเสี่ยง” สำคัญของ “การวางแผนมรดก”

  1. ไม่มีพินัยกรรม ผลคือทรัพย์จะถูกแบ่งตามกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความตั้งใจ และอาจต้องมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกผ่านศาล

  2. พินัยกรรมไม่ถูกต้อง เช่น ลงลายมือชื่อไม่ครบ พยานไม่ถูกต้อง ข้อความกำกวม ฯลฯ ทำให้พินัยกรรมเสี่ยงถูกโต้แย้ง

  3. แบ่งไม่เท่าแต่ไม่อธิบาย เป็นสาเหตุของคดีจำนวนมาก

  4. ไม่ทำทะเบียนทรัพย์สิน ทำให้ลูกหลานไม่ได้รับมรดกที่ควรได้ และอาจทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันในกลุ่มลูกหลานว่า "มีการยักยอกมรดก"

  5. ผู้จัดการมรดกไม่เป็นกลาง เกิดความขัดแย้งได้ง่าย


วิธีบริหารความเสี่ยง

  • ทำพินัยกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

  • ทำบัญชีทรัพย์สิน

  • โปร่งใส อธิบายเหตุผลการแบ่ง

  • แต่งตั้ง “ผู้จัดการมรดก” ที่เป็นกลาง น่าเชื่อถือ

  • ทบทวนพินัยกรรมเป็นระยะ

  • ปรึกษาทนายความเมื่อมีทรัพย์สินหลายประเภทหรือเงื่อนไขซับซ้อน


ข้อคิดสำคัญ

“การวางแผนมรดก” คือการออกแบบให้ “ความสัมพันธ์ของครอบครัวยังคงอยู่หลังจากทรัพย์สินถูกส่งต่อ” การมี “พินัยกรรม” ที่ชัดเจน โปร่งใส และสื่อสารเหตุผลอย่างเหมาะสม เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความเสี่ยงของข้อพิพาทและรักษาความสามัคคีของครอบครัวในระยะยาว


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย