“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ “ซบ” ตามดัชนี เฉลี่ย -3.42%... “TVIETNAM” แชมป์สูงสุด +4.16% “PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงสุด -10.30% โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” เหตุ “ถูก-กำไรโตดี” !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...“เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจโตสูงของโลก “IMF” คาดว่าจะโต 7.1% ในปีนี้และ 6.7% ในปีหน้า แต่ “รัฐบาลเวียดนาม” ตั้งเป้าการเติบโตสุด “Aggressive” หวังโตอย่างน้อยปีละ 10% จนถึงปี2030 เลยทีเดียว
ปีนี้ “หุ้นเวียดนาม” พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงไปช่วงต้นปีไปทำ “จุดสูงสุดใหม่” (All Time High) ที่บริเวณ 2,080 จุด ก่อนที่จะ “สะดุด” เพราะ “สงคราม” จนตลาดปรับฐานลงมาต่อเนื่อง ทำให้ปีนี้ผลตอบแทนยังติดลบเล็กน้อย -4.10% (ที่มา: tradingview.com, วันที่ 11 มิ.ย. 26)
จนทำให้ “กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ พลิกกลับมามีผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -3.42% โดยกองทุนส่วนใหญ่กว่า 94% มีผลงาน “ติดลบ”
อย่างไรก็ตามการปรับฐานของ “หุ้นเวียดนาม” ไม่ได้ทำให้พื้นฐานเปลี่ยนไปแต่อย่างไร เศรษฐกิจยังคงเติบโตสูง และที่สำคัญราคายัง “ถูก” เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยมี Forward 12M P/E ที่10.24 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 11.25 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ยังเติบโตสูง +20.09% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 5 มิ.ย. 26)
นี่จึงทำให้ “หุ้นเวียดนาม” ยังคงเป็นตลาด “ดาวเด่น” ของเอเชียและของโลก ที่มากกับ “Story of Growth” อย่างแท้จริง
สำหรับ 5 “กองหุ้นเวียดนาม” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ปีนี้ เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

5 “กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ ผลงาน “สุดปัง” ติดลบเฉลี่ย -0.18%...“TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +4.16%
จากการสำรวจผลงานของ “กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ (ณ วันที่ 10 มิ.ย. 26) พบว่า มีกองทุนทั้งหมด 47 กอง ผลตอบแทน “ซบตามดัชนี” ติดลบเฉลี่ย -3.42% (ดีสุด +4.16%, แย่สุด -10.30%) โดยมีกองทุน 3 กอง คิดเป็น 6% จากทั้งหมดที่มีผลตอบแทนเป็น “บวก” ในขณะที่ส่วนใหญ่ 44 กอง คิดเป็น 94% นั้น ผลตอบแทนยังคง “ติดลบ”
สำหรับ “กองหุ้นเวียดนาม” ที่มีผลงานปีนี้ ดีสุด 5 อันดับแรก (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนเดียวกัน) นั้น ทำผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -0.18% นำมาโดย
1) “TVIETNAM” ของบลจ.ทิสโก้ +4.16%
2) “B-VIETNAM” ของบลจ.บัวหลวง -0.01%
3) “K-VIETNAM” ของบลจ.กสิกรไทย -0.64%
4) “KKP VIETNAM” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร -1.56%
5) “SCBVIET(E)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -2.13%

5 “กองหุ้นเวียดนาม” ผลงานปีนี้ “สุดแป้ก” ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -7.22%...“PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงหนักสุด -10.30%
ส่วน 5 “กองหุ้นเวียดนาม” ที่ผลตอบแทนปีนี้อยู่ “ท้ายตาราง” นั้น ติดลบเฉลี่ย -7.22% ประกอบด้วย
1) “PRINCIPAL VNEQ-USD” ของบลจ.พรินซิเพิล -10.30%
2) “UVO” ของบลจ.ยูโอบี -9.89%
3) “KFVIETRMF” ของบลจ.กรุงศรี -6.01%
4) “DAOL-VIETGROWTH” ของบลจ.ดาโอ -5.04%
5) “LHVN-D” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ -4.86%
“หุ้นเวียดนาม” สะดุ้ง “สงคราม” ปรับฐานหลังทำ “จุดสูงสุดใหม่”...มองพื้นฐานแกร่ง-ปัจจัยบวกหนุน “โอกาสลงทุน” ระยะกลาง-ยาว เป็น “Growth Play”
สำหรับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ยังคงเป็นตลาดที่มี “Story of Growth” ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจ นับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงของโลก จึงเป็น “ดาวเด่น” ในแผนที่การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ปีนี้แม้ตลาดจะ “ปรับฐาน” ลงมาบ้าง แต่ในมุมมองของนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกยังคงไม่ละสายตาจาก “หุ้นเวียดนาม” แต่ประการใด โดยตลาดยังมีปัจจัยบวกที่สนับสนุนหลายประการ ได้แก่
- เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ Aggressive: “รัฐบาลเวียดนาม” ตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตในปี26 สูงถึงระดับ 10% ภายใต้แผนพัฒนา 5 ปีฉบับใหม่ (2026–2030) โดยไตรมาสที่1/26 ที่ผ่านมาก็โตถึง 7.83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมด้วยแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งคมนาคมและพลังงาน
- การอัปเกรดสู่ “ตลาดเกิดใหม่” (FTSE Emerging Market Upgrade): “หุ้นเวียดนาม” ยังคงอยู่ในเส้นทางที่คาดว่าจะได้รับการเลื่อนชั้นจาก “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) สู่ “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) โดย “FTSE Russell” ภายในปี26 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดเงินทุนประเภท Passive Inflows จากกองทุน ETF ทั่วโลกเข้ามาได้ทันทีประมาณ 1.6 - 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การหมุนเวียนของสภาพคล่องในประเทศ: เมื่อ “ตลาดอสังหาริมทรัพย์” และราคา “ทองคำ” ในประเทศเริ่มส่งสัญญาณชะลอความร้อนแรงลง สภาพคล่องของนักลงทุนรายย่อยในประเทศ (Domestic Liquidity) มีแนวโน้มจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น ประกอบกับปีนี้มีแผนนำหุ้น IPO รัฐวิสาหกิจและเอกชนรายใหญ่เข้าตลาด เช่น Highlands Coffee และ CP Vietnam ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับตลาดได้เป็นอย่างดี
สำหรับ “หุ้นเวียดนาม” ยังคงมีความน่าสนใจสูงเป็น “Growth Play” ในระยะกลาง-ยาว การปรับฐานที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่แย่ลงแต่ประการใด แต่เป็นความผันผวนจากปัจจัยระยะสั้นและการ “ปรับสมดุลราคา” (Correction) หลังจากขึ้นไปแรงทำ “จุดสูงสุดใหม่” (All Time High) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
