Farming Double Squeeze : ฝ่าวิกฤตปุ๋ยแพง ภัยแล้งซ้ำ EP.1 : El Niño 2026-2027 ร้อน แล้ง เสี่ยงรุนแรงกว่าอดีต
ปี 2026 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคเกษตรไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นผลิตภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ขณะเดียวกัน เกษตรกรไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติมความเปราะบางดังกล่าว โดยเฉพาะ 1) ภาวะ El Niño ที่มีแนวโน้มกลับมาอีกครั้งและอาจรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026–2027 และ 2) ความผันผวนของตลาดปุ๋ยโลกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจกดดันต้นทุนการผลิตผ่านราคาปุ๋ยเคมีและความเสี่ยงด้านอุปทานที่ตึงตัวมากขึ้น
สำหรับในส่วนแรกนี้ (EP.1) งานศึกษาจะมุ่งวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบจากภาวะ El Niño 2026-2027 ต่อภาคเกษตรไทย โดยประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนระบุพื้นที่และกิจกรรมทางการเกษตรที่มีความเปราะบาง โดยผลการศึกษาจะช่วยสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางการปรับตัวของเกษตรกร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันและความยั่งยืนของภาคเกษตรไทยในระยะยาว
สัญญาณการก่อตัวของ El Niño 2026-2027El Niño 2026-27
กลับมาเร็ว อาจลากยาวและรุนแรงกว่าปกติ
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ El Niño รอบใหม่ ที่ก่อตัวเร็วและอาจยืดเยื้อกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยเร่งให้ผลกระทบทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย. 2026 ว่า โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ El Niño แล้ว และประเมินว่า มีโอกาสมากถึง 63% ที่เหตุการณ์ครั้งนี้จะพัฒนาเป็น Very strong El Niño[1] เนื่องจากพบสัญญาณบ่งชี้สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (รูปที่ 1)
1.Ocean signal
สัญญาณจากเครื่องชี้ดัชนีมหาสมุทรหลายตัวชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะ La Niña ไปสู่ El Niño อย่างรวดเร็ว โดย Relative Oceanic Niño Index (RONI) หรือดัชนีวัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 เมื่อเทียบกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเขตร้อนทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2026 จนเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง (ENSO-neutral) และเริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านสู่ El Niño ในอีกไม่ช้า อีกทั้ง เมื่อพิจารณาในรายพื้นที่ พบว่า สัญญาณการอุ่นตัวเริ่มชัดเจนจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกก่อน โดยดัชนี Niño 1+2 ซึ่งสะท้อนอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณใกล้ชายฝั่งเปรูและเอกวาดอร์ ปรับเพิ่มขึ้นถึง +2.1°C ในเดือน มิ.ย. 2026 สะท้อนว่ามวลน้ำอุ่นเริ่มก่อตัวแรงบริเวณแปซิฟิกตะวันออก และความร้อนดังกล่าวได้เริ่มแผ่ขยายเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางมากขึ้น สะท้อนจากดัชนี Niño 3.4 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ +0.9°C สูงกว่าเกณฑ์ El Niño threshold ที่ +0.5°C แล้ว
พัฒนาการของการอุ่นตัวในมหาสมุทรทั้งสองบริเวณนี้บ่งชี้ว่า ปรากฏการณ์ El Niño ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว และหากอุณหภูมิบริเวณ Niño 3.4 ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ก็จะยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ El Niño 2026-2027 จะมีความรุนแรงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2015-2016[2] ซึ่งเป็นหนึ่งใน Very strong El Niño ที่รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ เพราะส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศเป็นวงกว้าง ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในหลายภูมิภาค อีกทั้ง ยังกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก[3]
2.Atmospheric signal
ชั้นบรรยากาศเริ่มตอบสนองต่อการอุ่นตัวของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมากขึ้น สะท้อนจากดัชนี Southern Oscillation Index (SOI) ที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และลดลงสู่ระดับ -1.5 ในเดือน พ.ค. 2026 บ่งชี้ว่าความแตกต่างของความกดอากาศระหว่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังลดลงซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการก่อตัวของ El Niño สัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลฝั่งมหาสมุทรที่พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณ Niño 3.4 ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ในระยะข้างหน้า หากดัชนี SOI ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของค่า Niño 3.4 จะเป็นสัญญาณว่าลมสินค้า (Trade winds) อ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มวลน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปสะสมบริเวณแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งสนับสนุนให้ El Niño ทวีความรุนแรง
รูปที่ 1 : โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะ El Niño โดยสัญญาณทั้งจากฝั่งมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

El Niño 2026-2027 ที่ก่อตัวขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังจากรอบล่าสุดในปี 2023 สะท้อนว่า โลกอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบภูมิอากาศที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แม้ El Niño จะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร แต่ภาวะโลกร้อนก็เปรียบเสมือน “เชื้อเพลิง” ที่เพิ่มพลังงานความร้อนสะสมในระบบภูมิอากาศ ทำให้เมื่อ El Niño เริ่มก่อตัวขึ้น จึงมีโอกาสพัฒนาได้เร็ว และอาจสร้างความผันผวนต่อปริมาณฝน อุณหภูมิ และผลผลิตเกษตรได้รุนแรงกว่ารอบปกติ ดังนั้น ความน่ากังวลของ El Niño 2026-2027 จึงไม่ได้อยู่ที่ “การกลับมาเร็ว” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ปรากฏการณ์รอบนี้จะพัฒนาไปสู่ภาวะที่ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีแรงหนุนสำคัญอย่างน้อย 2 ปัจจัย[4] ดังนี้
1.การสะสมพลังงานความร้อนในมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง NCEP รายงานว่า ดัชนีการสะสมพลังงานความร้อนใต้ผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรแปซิฟิก หรือ Equatorial Subsurface Temperature Index ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 สะท้อนว่า มหาสมุทรกำลังกักเก็บพลังงานความร้อนในระดับสูงผิดปกติ ภาวะดังกล่าวเปรียบเสมือน “เชื้อเพลิงใต้ผิวน้ำ” ที่พร้อมหนุนให้น้ำอุ่นแผ่ขยายขึ้นสู่ผิวน้ำและกระจายตัวไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง–ตะวันออกได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน พลังงานสะสมในมหาสมุทรจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณของ El Niño ตามวัฏจักรธรรมชาติ แต่เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ El Niño รอบนี้มีแรงส่งมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายภูมิภาค
2.การอ่อนกำลังลงของลมการค้า (Trade winds) ทำให้น้ำอุ่นคงอยู่ในแปซิฟิกตะวันออกได้นานขึ้น โดยปกติลมการค้าจะพัดพาน้ำอุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกไปสะสมบริเวณฝั่งตะวันตก พร้อมช่วยดึงน้ำเย็นจากใต้มหาสมุทรขึ้นมาทดแทนบริเวณแปซิฟิกตะวันออก อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกอุ่นตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะบริเวณ Niño 1+2 ความต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกจึงลดลง ส่งผลให้ลมการค้าอ่อนกำลังลง กระบวนการดึงน้ำเย็นขึ้นมาทดแทนก็ลดลงตามไปด้วย ภาวะนี้เปิดทางให้น้ำอุ่นแผ่ขยายและคงอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง–ตะวันออกได้นานขึ้น ทำให้ระบบมหาสมุทรกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงที่ El Niño 2026-2027 จะลากยาวและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ผลพวงของ El Niño 2026-2027 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อนกำลังสร้างความกังวลที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสี่ยงภัยแล้งในบางภูมิภาค แต่ยังเพิ่มโอกาสที่อุณหภูมิโลกจะเร่งตัวสูงขึ้น โดย WMO ประเมินว่า อุณหภูมิช่วงกลางปี 2026 มีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกภูมิภาคของโลก และหากภาวะ El Niño พัฒนาแรงขึ้นในช่วงปลายปี ผลกระทบด้านความร้อนอาจทำให้ปี 2027 มีโอกาสเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ El Niño 2026-2027 ยังจะทำให้รูปแบบฝนโลกผันผวนมากขึ้น โดยบางภูมิภาคมีความเสี่ยงเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ มีแนวโน้มเผชิญอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มมอง El Niño ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ภูมิอากาศที่ต้องรอให้เกิดผลกระทบก่อนจึงค่อยรับมือ แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาภาคเกษตรกรรมและทรัพยากรน้ำสูง อาทิ ฟิลิปปินส์ ที่เริ่มประเมินความพร้อมของระบบชลประทาน เตรียมเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง และจัดทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร ขณะที่อินโดนีเซีย เร่งเพิ่มระบบสูบน้ำทางการเกษตร โดยเร่งกระจายเครื่องสูบน้ำกว่า 80,000 เครื่อง พร้อมเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้งที่อาจมาเร็ว ยาวนาน และรุนแรงกว่าปกติ[5]
หากมองไปข้างหน้า El Niño อาจไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนของสภาพอากาศในระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สามารถส่งผ่านผลกระทบไปยังความมั่นคงทางอาหาร ต้นทุนการผลิตรายได้ภาคเกษตร อีกทั้ง ยังสามารถบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในบางประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งอาจทำให้ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และความผันผวนของฝนเกิดถี่ รุนแรง และยาวนานมากขึ้น ดังนั้น การรับมือกับ El Niño รอบนี้ จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมาตรการเฉพาะหน้าในช่วงฤดูแล้ง แต่ควรถูกยกระดับเป็นการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนเพาะปลูก การพัฒนาสายพันธุ์พืช การสำรองวัตถุดิบ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นในอนาคต
สถานการณ์น้ำต้นทุนและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในประเทศไทย
น้ำต้นทุนของไทยยังเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วง El Niño เริ่มก่อตัว แต่ในระยะถัดไป หากฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ บางพื้นที่อาจเผชิญความเสี่ยงภัยแล้งรุนแรง
ไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับ El Niño ได้ในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026 แต่ผลกระทบมีแนวโน้มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 เพราะคาดการณ์ปริมาณฝน
ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและความเสี่ยงฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้หลายพื้นที่เสี่ยงเผชิญภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น
สำหรับความพร้อมในการรับมือกับภาวะ El Niño 2026-2027 ของไทยในปัจจุบัน ยังถือว่าอยู่ในระดับ “พอรับมือได้ในระยะสั้น” โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ (รูปที่ 2)
1.ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก[6] ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูกาล โดยข้อมูล ณ ต้นเดือน ก.ค. 2026 ชี้ว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 3.9 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 55% ของความจุรวม ขณะที่น้ำใช้การได้จริงมีปริมาณราว 1.6 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 22% ของความจุเก็บกักสูงสุด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และสูงกว่าช่วงที่ไทยเคยเผชิญภาวะ El Niño ในอดีต ทั้งในรอบปี 2015–2016 และปี 2023–2024 สะท้อนว่า น้ำต้นทุนในภาพรวมยังเพียงพอรองรับการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกในพื้นที่ชลประทานหลักในช่วงต้นฤดูกาล
รูปที่ 2 : ระดับน้ำต้นทุนโดยรวมยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และคาดว่าจะเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026

2.ฝนช่วงต้นฤดูยังช่วยพยุงสถานการณ์น้ำในระยะสั้นได้ ฝนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยเฉพาะในเดือน เม.ย. - พ.ค. มีปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีราว 17% และ 22% ตามลำดับ ซึ่งฝนที่มาตรงตามฤดูกาลและมีปริมาณมากกว่าค่าเฉลี่ยนี้ มีส่วนช่วยเติมน้ำเข้าสู่อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบชลประทานในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก อีกทั้ง ยังช่วยลดแรงกดดันต่อการใช้น้ำจากเขื่อนหลักได้บางส่วน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ฝนที่ดีในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำได้เพียงระยะสั้น เนื่องจากในเดือน มิ.ย. 2026 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณปริมาณฝนลดลงและฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก[7] ส่วนหนึ่งเพราะพัฒนาการของ El Niño ที่เริ่มรุนแรงและชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงภัยแล้งอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และจะเพิ่มแรงกดดันต่อการบริหารจัดการน้ำและกระทบต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
ปัจจัยสนับสนุนข้างต้นสะท้อนว่า ไทยยังมีภูมิคุ้มกันด้านน้ำเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026 และช่วยประคองผลกระทบจากการก่อตัวของ El Niño ได้ในระยะเริ่มต้นแต่ความเปราะบางอาจเริ่มชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป เมื่อ El Niño ทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานอุณหภูมิสูงกว่าปกติ และปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงสำคัญต่อการเติมน้ำเข้าเขื่อน การเพาะปลูก และการสำรองน้ำสำหรับฤดูเพาะปลูกปี 2027 อนึ่ง ความเสี่ยงภัยแล้งของไทยจะไม่ได้กระจายเท่ากันทุกพื้นที่ แต่จะแตกต่างกันตามระดับน้ำต้นทุน ความสามารถของระบบชลประทาน และระดับการพึ่งพาน้ำฝนของภาคเกษตรในแต่ละภูมิภาค โดยสามารถแบ่งพื้นที่เสี่ยงหลักได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1.พื้นที่ชลประทานเสี่ยงสูง ได้แก่ ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก
แม้ระดับน้ำต้นทุนในภาพรวมของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่บางพื้นในเขตชลประทานกลับมีความเปราะบางสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันออก เพราะน้ำต้นทุนอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูล ณ ต้นเดือน มิ.ย. 2026 ชี้ว่า อ่างเก็บน้ำหลักในพื้นที่ภาคใต้มีสัดส่วนปริมาณน้ำในอ่างและน้ำใช้การได้เพียง 54% และ 33% ของความจุ ต่ำกว่าช่วง The Godzilla El Niño ปี 2015–2016 โดยเฉพาะเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติ ขณะที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ก็เผชิญความเสี่ยงจากอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ในระดับน้อยวิกฤติเช่นกัน อาทิ เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนนฤบดินทรจินดา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปริมาณฝนในเดือน มิ.ย. 2026 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตถึง -32%[8] ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมอยู่ที่เพียง 8% ของค่าเฉลี่ยทั้งปี (รูปที่ 3) และหากฝนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ไม่สามารถเติมน้ำได้เพียงพอความเสี่ยงต่อการจัดสรรน้ำระหว่างภาคเกษตร การอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรมอาจเพิ่มสูงขึ้น
2.พื้นที่เสี่ยงสูงนอกเขตชลประทาน ได้แก่ ภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออกภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง
ข้อมูลคาดการณ์ฝนของ สสน. ชี้ว่า ปริมาณฝนสะสมทั้งปี 2026 มีแนวโน้มอยู่ที่ 1,393 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีประมาณ 106 มิลลิเมตร หรือราว -7% พื้นที่ที่คาดว่าจะมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งในภาคเหนือฝั่งตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง ภาคกลางฝั่งตะวันออกภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งภูมิภาคเหล่านี้มีสัดส่วนพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานสูงกว่า 80% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด (รูปที่ 4) สะท้อนถึงความเปราะบางต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลกระทบของ El Niño มีแนวโน้มชัดเจนขึ้น
รูปที่ 3 : หลายภูมิภาคมีระดับน้ำต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และคาดว่าจะเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก ยกเว้นภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก

ผลการวิเคราะห์พื้นที่เปราะบางด้านชลประทานสะท้อนว่า การก่อตัวของ El Niño 2026-2027 อาจไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะฤดูกาลเพาะปลูกในปีนี้เท่านั้น แต่มีความเสี่ยงที่จะยืดเยื้อต่อเนื่องไปถึงปี 2027 จากภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง น้ำต้นทุนเติมเข้าเขื่อนไม่เพียงพอ และความเสี่ยงภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น การเตรียมรับมือกับ El Niño รอบนี้จึงควรเริ่มตั้งแต่ระยะก่อนเกิดผลกระทบรุนแรง ผ่านการวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน การจัดลำดับการใช้น้ำในระบบชลประทาน การเร่งกักเก็บและสำรองน้ำฝนในพื้นที่เกษตร รวมถึงการเตรียมแหล่งน้ำเสริมสำหรับพื้นที่เสี่ยง เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร และความมั่นคงด้านอาหารในระยะถัดไป
รูปที่ 4 : คาดการณ์ปริมาณฝนปี 2026 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกภูมิภาค เพิ่มความเสี่ยงให้พื้นที่นอกเขตชลประทานเผชิญผลกระทบจาก El Niño รุนแรงขึ้นคาดการณ์ผลกระทบจาก El Niño 2026-27 ต่อภาคเกษตรไทย

El Niño 2026-2027 ซ้ำเติมความเปราะบางของภาคเกษตรไทย ท่ามกลางความผันผวนของผลผลิต ราคา และต้นทุนการผลิต
การกลับมาของ El Niño 2026-2027 เพิ่มแรงกดดันให้รายได้เกษตรกรไทยเสี่ยงหดตัวต่อเนื่อง เพราะความผันผวนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิต ได้เข้ามาซ้ำเติมความไม่แน่นอนของราคาสินค้าเกษตร และปัญหาต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก El Niño อีกครั้ง หลังจากตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเคยรับมือกับปรากฏการณ์ดังกล่าวมาแล้วหลายระลอก โดยเหตุการณ์ปี 2015–2016 นับเป็นหนึ่งในรอบที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคเกษตรไทยมากที่สุด สะท้อนจากมูลค่าเพิ่มภาคเกษตร (Agriculture GDP) ที่หดตัวต่อเนื่องจากผลของภัยแล้งยืดเยื้อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในปี 2015 ปริมาณฝนสะสมเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่เพียง 1,251 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 15% และน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหายจากภัยแล้งครอบคลุมเป็นวงกว้างทั่วประเทศ และปริมาณผลผลิตของพืชเศรษฐกิจหลักก็ลดลงอย่างมีนัย โดยเฉพาะข้าวนาปรัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ขณะที่ El Niño ปี 2023–2024
เกิดขึ้นภายใต้บริบทของภาวะโลกร้อนที่ชัดเจนขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรผ่านสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง อย่างไรก็ดี ความรุนแรงโดยรวมยังไม่เท่ากับรอบปี 2015–2016 เนื่องจากปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ยไม่มากนัก ทำให้ผลกระทบกระจุกตัวในบางภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานในภาคกลางและภาคตะวันออก อีกทั้ง ราคาสินค้าเกษตรบางกลุ่มก็ปรับเพิ่มขึ้นตามอุปทานที่ลดลง ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงรายได้เกษตรกรได้บางส่วน (รูปที่ 5)
รูปที่ 5 : ประเทศไทยเคยเผชิญกับ El Niño มาแล้วหลายระลอกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ปี 2015–2016 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในรอบที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดต่อภาคเกษตรไทย

สำหรับ El Niño 2026–2027 คาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อภาคเกษตรไทยได้มากกว่ารอบปี 2023–2024 และในบางพื้นที่หรือบางสินค้าเกษตร อาจเผชิญผลกระทบใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปี 2015–2016 หาก El Niño รอบนี้ พัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก หรือ Very strong El Niño อีกทั้ง ภายใต้บริบทของโลกที่ร้อนขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปริมาณฝนลดลงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังความชื้นในดินให้ลดลงเร็วขึ้น โดยพื้นที่เสี่ยงสูงมีแนวโน้มกระจุกตัวในพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่แล้งซ้ำซากเป็นหลัก ทั้งนี้ SCB EIC ได้จัดทำกรอบสมมติฐานผลกระทบจาก El Niño ต่อภาคเกษตรไทยภายใต้ 2 ฉากทัศน์ (Scenario analysis) ได้แก่
-
กรณีฐาน (Base case) ประเมินว่า El Niño 2026-2027 จะมีระดับความรุนแรงปานกลาง โดยปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง แต่ยังไม่รุนแรงจนกระทบน้ำต้นทุนในวงกว้าง ส่งผลให้ความเสียหายมีแนวโน้มกระจุกตัวในบางพื้นที่และบางสินค้าเกษตรเป็นหลัก
-
กรณีรุนแรง (Worst case) ประเมินว่า El Niño จะพัฒนาแรงขึ้นสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2026 ทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก และน้ำต้นทุนเริ่มตึงตัวในหลายลุ่มน้ำ ส่งผลให้ภัยแล้งขยายวงกว้างครอบคลุมพื้นที่เกษตรหลายภูมิภาค
เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่ NOAA ประเมินว่า El Niño ระลอกนี้มีโอกาสราว 63% ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับ Very strong ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 SCB EIC จึงประเมินว่า ภายใต้ Worst-case scenario รายได้เกษตรกรไทยมีความเสี่ยงหดตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2026-2027 โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
-
ปี 2026 รายได้เกษตรกรคาดว่าจะหดตัวราว -5.5%YOY จากแรงกดดันหลายด้าน โดยผลกระทบจาก El Niño จะเริ่มทำให้ปริมาณผลผลิตลดลงชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และเข้ามาซ้ำเติมความท้าทายเดิม ทั้งราคาสินค้าเกษตรหลักบางกลุ่มยังถูกกดดันจากความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ลดลง รวมถึงต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะปุ๋ยและพลังงาน
-
ปี 2027 ผลกระทบจาก El Niño จะชัดเจนขึ้น เนื่องจากภัยแล้งจะรุนแรงและครอบคลุมพื้นที่เกษตรมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตลดลง แม้ราคาสินค้าเกษตรบางกลุ่มอาจปรับเพิ่มขึ้นตามอุปทานที่ลดลง และช่วยพยุงรายได้เกษตรกรได้บางส่วน แต่แรงหนุนด้านราคาคาดว่าจะไม่เพียงพอชดเชยผลกระทบจากผลผลิตที่ลดลงได้ทั้งหมด ส่งผลให้รายได้เกษตรกรไทยยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องราว -1.7%YOY ในปี 2027 (รูปที่ 6)
รูปที่ 6 : รายได้เกษตรกรไทยเสี่ยงหดตัวต่อเนื่องในช่วงปี 2026–2027 หาก El Niño พัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก จนผลผลิตลดลงมากกว่าที่ราคาสินค้าเกษตรจะช่วยชดเชยได้

หากพิจารณาความเสี่ยงเป็นรายประเภทสินค้าเกษตร พบว่า ผลกระทบจาก El Niño 2026–2027 จะแตกต่างกันไปตามระดับการพึ่งพาน้ำ ความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ พื้นที่เพาะปลูก และความสามารถของราคาที่จะช่วยชดเชยรายได้ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน โดยสามารถจำแนกระดับความเสี่ยงต่อสินค้าเกษตรออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ (รูปที่ 7)
1.กลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรง : ข้าวเปลือก อ้อย มันสำปะหลัง และประมง
สินค้าเกษตรกลุ่มนี้มีความเปราะบางสูงต่อภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และอุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปีในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และข้าวนาปรังที่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำต้นทุนในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2027 ขณะที่อ้อยมีความเสี่ยงจากน้ำหนักผลผลิต ค่าความหวาน และปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้ลดลง สำหรับมันสำปะหลัง แม้เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีกว่าพืชหลายชนิด แต่หากเกิดฝนทิ้งช่วงในระยะปลูกหรือช่วงที่ต้นมันตั้งตัว อาจกระทบอัตรารอด ผลผลิตต่อไร่ และเชื้อแป้ง อีกทั้งภาวะ El Niño ยังอาจซ้ำเติมความเปราะบางเดิมจากการระบาดของโรคใบด่าง ทำให้ความเสี่ยงด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น สำหรับภาคประมงเพาะเลี้ยง โดยเฉพาะกุ้งขาว มีความเสี่ยงจากอุณหภูมิน้ำสูงขึ้นและคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงผันผวน ซึ่งอาจกระทบทั้งอัตรารอด การเติบโต และปริมาณผลผลิตต่อรอบการเลี้ยง
ทั้งนี้ความเสี่ยงจาก El Niño ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันด้านปริมาณผลผลิตเท่านั้น แต่ยังเข้ามาซ้ำเติมปัญหาเดิมของพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ทั้งด้านราคาที่ผันผวน การแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง และต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง หากผลผลิตลดลงหรือคุณภาพวัตถุดิบไม่สม่ำเสมอมากขึ้น จะยิ่งกดดันรายได้เกษตรกรและความสามารถในการรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทยในระยะถัดไป อีกทั้งผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องหลายกลุ่ม ได้แก่ โรงสี ผู้ส่งออกข้าว โรงงานน้ำตาล ธุรกิจเอทานอล โรงงานแป้งมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ รวมถึงโรงงานอาหารทะเลแปรรูป ห้องเย็น และผู้ส่งออกอาหารทะเล ให้ต้องเผชิญความท้าทายจากปริมาณวัตถุดิบที่ลดลง คุณภาพวัตถุดิบที่ไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนจัดหาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
2.กลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบปานกลาง : ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้
สินค้าเกษตรกลุ่มนี้อาจยังไม่ได้รับผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจนในระยะสั้น แต่ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ และความสม่ำเสมอของผลผลิต หากภาวะฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง หรืออุณหภูมิสูงยืดเยื้อ โดยผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมแปรรูปและผู้ใช้วัตถุดิบปลายน้ำ ผ่านต้นทุนจัดหาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและคุณภาพวัตถุดิบที่ผันผวน อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรกลุ่มนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากยังมีปัจจัยพยุงบางส่วน อาทิ ปาล์มน้ำมันและยางพาราได้รับแรงหนุนจากบทบาทในฐานะพืชพลังงานทำให้ราคามีโอกาสได้รับอานิสงส์จากความผันผวนของราคาพลังงานในบางช่วง สำหรับผลไม้ แม้มีความเสี่ยงด้านคุณภาพจากอากาศร้อน น้ำต้นทุนตึงตัว และผลผลิตที่อาจออกไม่สม่ำเสมอ แต่ผลผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยังออกสู่ตลาดค่อนข้างมากในบางพื้นที่ จึงช่วยลดแรงกระทบด้านปริมาณในระยะสั้นได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม หากภาวะฝนทิ้งช่วงและน้ำต้นทุนตึงตัวต่อเนื่องไปถึงช่วงปลายปี ความเสี่ยงด้านคุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิตอาจสะท้อนชัดขึ้นในฤดูกาลปี 2027
3.กลุ่มที่มีความเสี่ยงค่อนข้างจำกัด : ปศุสัตว์ และเกษตรระบบฟาร์มปิด
ผลกระทบต่อกลุ่มปศุสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร มีแนวโน้มส่งผ่านด้านต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าการลดลงของปริมาณผลผลิตโดยตรง เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในฟาร์มระบบปิดที่สามารถบริหารจัดการสภาพแวดล้อมได้บางส่วน อย่างไรก็ตาม อากาศร้อนอาจกดดันอัตราการเติบโต น้ำหนักตัว อัตราการให้ไข่ และเพิ่มต้นทุนการควบคุมอุณหภูมิในฟาร์ม ขณะเดียวกัน ต้นทุนอาหารสัตว์ก็อาจปรับสูงขึ้นตามความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า
ธุรกิจที่คาดว่าจะเปราะบางเป็นพิเศษคือ ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กในห่วงโซ่อุปทานปศุสัตว์ เช่น ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงเชือด อุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์ และค้าปลีกอาหารสด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการบริหารต้นทุน การทำสัญญาจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ระบบควบคุมอุณหภูมิ และอำนาจต่อรองในตลาด ทำให้ Margin มีความเสี่ยงถูกกดดันมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีระบบบริหารจัดการฟาร์ม และการกระจายแหล่งวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า
รูปที่ 7 : El Niño ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงต่อผลผลิตภาคเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงที่สามารถส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

การประเมินผลกระทบของ El Niño ทั้งจากบทเรียนในอดีตและความเสี่ยงในรอบปี 2026–2027 สะท้อนว่า El Niño ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงต่อผลผลิตภาคเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงกดดันที่สามารถส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทานของเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เกษตรแปรรูป อาหารสัตว์ปศุสัตว์ และประมงแปรรูป อีกทั้ง ยังอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้น กดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออาหาร และซ้ำเติมกำลังซื้อผ่านรายได้เกษตรกรที่ฟื้นตัวจำกัด ดังนั้น El Niño 2026–2027 จึงควรถูกมองเป็นความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่ต้องบริหารจัดการและป้องกันล่วงหน้า มิได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านสภาพอากาศของภาคเกษตรเท่านั้น
แนวทางการรับมือกับ El Niño 2026-27 และความผันผวนของสภาพอากาศในระยะข้างหน้า
การรับมือ El Niño 2026–2027 จำเป็นต้องยกระดับจากการเยียวยา สู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าแบบบูรณาการ
การรับมือ El Niño 2026–2027 และความผันผวนของสภาพอากาศในระยะข้างหน้า จำเป็นต้องยกระดับจากการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้าแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การวางแผนเพาะปลูก การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพัฒนาระบบเตือนภัยระดับพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายต่อภาคเกษตรและระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ภายใต้บริบทของโลกที่ร้อนและสภาพอากาศผันผวนมากขึ้น ภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบ โดย El Niño 2026–2027 เป็นเพียงหนึ่งในความท้าทายระยะสั้นที่สะท้อนความจำเป็นในการเร่งพัฒนาการป้องกัน รับมือ เยียวยา และการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวต่อความเสี่ยงทางภูมิอากาศ โดยบทบาทของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีแนวทางการดำเนินการที่ต้องเร่งต่อยอด ดังนี้
1.ภาครัฐ มีบทบาทสำคัญในการยกระดับจากการเยียวยา ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงพื้นที่ล่วงหน้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ การวางแผนเพาะปลูก และการสื่อสารความเสี่ยงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที โดยตัวอย่างมาตรการระยะสั้นสำหรับรับมือ El Niño 2026–2027 ได้แก่
-
จัดทำระบบเตือนภัย El Niño ระดับพื้นที่และรายสินค้าเกษตร ผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงเชื่อมโยงปริมาณฝน น้ำต้นทุนในเขื่อน ความชื้นในดิน และชนิดพืชที่ปลูก เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงสูงทั้งในและนอกเขตชลประทาน
-
วางแผนจัดสรรน้ำล่วงหน้าและกำหนดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ โดยจัดทำแผนใช้น้ำรายลุ่มน้ำให้ความสำคัญกับน้ำอุปโภคบริโภค พื้นที่เพาะปลูกสำคัญ และอุตสาหกรรมที่จำเป็น พร้อมกำหนดเกณฑ์เฝ้าระวังหากระดับน้ำต่ำกว่าค่าที่กำหนด เช่น การลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรัง ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าหรือทนแล้งได้มากกว่า หรือการปรับแผนจ่ายน้ำในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น
-
เร่งสนับสนุนแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่เสี่ยง เช่น การขุดลอกแหล่งน้ำชุมชน การสร้างบ่อกักเก็บน้ำขนาดเล็ก การสนับสนุนระบบน้ำหยดหรือสปริงเกลอร์ และการส่งเสริมการกักเก็บน้ำฝนในไร่นา โดยเน้นพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่แล้งซ้ำซาก
-
สื่อสารความเสี่ยงและสร้างความตระหนักรู้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ผ่านข้อมูลที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง เช่น แผนที่พื้นที่เสี่ยง และคำแนะนำการจัดการน้ำในไร่นา พร้อมสื่อสารผ่านเกษตรอำเภอ กลุ่มสหกรณ์ และผู้นำชุมชน
สำหรับมาตรการระยะยาว ภาครัฐควรเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทยต่อความผันผวนของสภาพอากาศ ผ่าน 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่
-
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำระดับพื้นที่ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำ ระบบกักเก็บน้ำในชุมชน และระบบน้ำในไร่นา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้พื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่แล้งซ้ำซากสามารถรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งได้ดีขึ้น
-
การยกระดับระบบประกันภัยพืชผลและภัยแล้ง โดยขยายความครอบคลุมให้เป็นระบบ ต่อเนื่อง และมีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนเช่นเดียวกับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ไปยังพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล ควบคู่กับการพัฒนาประกันภัยพืชผลที่จ่ายเงินชดเชยตามดัชนีสภาพอากาศ เช่น ปริมาณฝน ระดับน้ำ ความชื้นในดิน หรือความรุนแรงของภัยแล้ง เพื่อให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ในระยะยาว
2.ภาคการเงิน มีบทบาทหลักในการสนับสนุนเงินทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อการป้องกัน รับมือ และฟื้นฟูความเสี่ยงจากภูมิอากาศ โดยเฉพาะ
-
สินเชื่อเพื่อการปรับตัวต่อภัยแล้งและสภาพอากาศผันผวน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับการลงทุนในระบบน้ำหยด สปริงเกลอร์ บ่อกักเก็บน้ำ ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โรงเรือน ระบบทำความเย็น และอุปกรณ์ประหยัดน้ำ
-
สินเชื่อหมุนเวียนเพื่อสำรองวัตถุดิบและบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการที่ต้องสำรองวัตถุดิบก่อนราคาปรับสูงขึ้น เช่น โรงสี โรงงานน้ำตาล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้แปรรูป และน้ำมันพืช
-
Supply chain financing สำหรับผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก ผ่านการใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อสัญญาซื้อขาย หรือใบแจ้งหนี้ เพื่อปล่อยสินเชื่อให้เกษตรกรคู่สัญญา โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออก ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารหรือเกษตรแปรรูปต่าง ๆ
3.เกษตรกรและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน การรับมือกับ El Niño 2026-2027 ควรเริ่มต้นจากการวางแผนการเพาะปลูกและการผลิตให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านชลประทานในพื้นที่ รวมถึงการรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยมีแนวทางการปรับตัว ดังนี้
-
ปรับแผนเพาะปลูก ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและข้อมูลเตือนภัย ขณะที่ธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน เช่น โรงสี โรงงานน้ำตาล โรงงานแป้งมัน อาหารสัตว์ อาหารทะเลแปรรูป และผู้ส่งออก ควรประเมินความเสี่ยงของแหล่งวัตถุดิบล่วงหน้า และจัดทำแผนจัดซื้อสำรองจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
-
เร่งสำรองน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูกและบริเวณโรงงาน เกษตรกรควรเตรียมแหล่งน้ำสำรอง เช่น บ่อกักเก็บน้ำ ระบบน้ำหยด หรือสปริงเกลอร์ เพื่อลดความเสียหายจากภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ควรประเมินแนวโน้มปริมาณการใช้น้ำสำหรับกระบวนการผลิต ลดการใช้น้ำในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น หรือการนำน้ำเสียหรือน้ำที่ผ่านการใช้งานในกระบวนการผลิตมาบำบัดให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน แล้วนำกลับมาใช้ซ้ำในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงงาน แทนการใช้น้ำดิบใหม่ทั้งหมด
-
บริหารต้นทุนและสภาพคล่องล่วงหน้า เกษตรกรควรวางแผนการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เชื้อเพลิง อาหารสัตว์ และค่าใช้จ่ายด้านน้ำอย่างรอบคอบ ขณะที่ธุรกิจควรเตรียมวงเงินหมุนเวียนสำหรับรองรับต้นทุนวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้น รวมถึงทำสัญญาจัดซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าในสินค้าที่มีความเสี่ยงขาดแคลน
ขณะที่ในระยะยาว เกษตรกรและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องควรยกระดับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย สร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ผ่านการลงทุนในระบบน้ำ เทคโนโลยีการผลิต การกระจายแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการศึกษาและหันมาใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยกลไกการปรับตัวประกอบด้วย
-
การพัฒนาและเพิ่มการเข้าถึง Contract farming โดยธุรกิจขนาดใหญ่ควรขยายโอกาสการเข้าร่วมและทำงานร่วมกับเกษตรกรคู่สัญญามากขึ้น ผ่านการสนับสนุนแบบครบวงจร ทั้งพันธุ์พืชทนแล้ง ระบบน้ำ เทคโนโลยีการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และข้อมูลพยากรณ์อากาศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตได้สม่ำเสมอและมีคุณภาพมากขึ้น และช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการในระยะยาว
-
การลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดน้ำ เกษตรกรควรศึกษาและเริ่มลงทุนในกระบวนการผลิตที่ใช้น้ำน้อยลง เช่น ระบบน้ำหยด การปรับปรุงดินเพื่อรักษาความชื้นหรือการปลูกพืชหลากหลาย (Crop diversification) ที่สามารถปลูกร่วมกันได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในแปลงเพาะปลูกและปรับปรุงโครงสร้างดิน ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ดินร่วนซุยและกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น
-
สร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ ธุรกิจ และสถาบันการเงิน การรับมือความเสี่ยงภูมิอากาศควรทำในรูปแบบเครือข่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาแผนบริหารความเสี่ยงรายสินค้าและรายพื้นที่ เพื่อให้ทั้งระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อการรับมือกับภาวะ El Niño และความผันผวนของสภาพอากาศในอนาคต
โดยสรุป El Niño 2026–2027 ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านภัยแล้งระยะสั้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถในการปรับตัวของภาคเกษตรไทยในโลกที่สภาพอากาศผันผวนมากขึ้น หากไทยยังคงรับมือด้วยมาตรการเฉพาะหน้าเป็นหลัก ความเสียหายจากภัยแล้งหรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ อาจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตทางการเกษตรเพียงเท่านี้ แต่จะส่งผ่านไปยังรายได้เกษตรกร ต้นทุนวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม เสถียรภาพราคาอาหาร และความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานเกษตรและอาหารไทยในระยะยาว ดังนั้น โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่เพียงการผ่านพ้น El Niño ระลอกนี้ให้ได้ แต่คือการเร่งเปลี่ยนความเสี่ยงภูมิอากาศให้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับระบบเกษตรไทยให้มีผลิตภาพสูงขึ้น มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านภูมิอากาศในอนาคตได้ดีกว่าเดิม
บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Elnino-100726
[1] ภาวะ El Niño ที่มีความรุนแรงสูงกว่าปกติ โดยวัดจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน (Niño 3.4 region) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ≥ +2.0°C โดยตัวอย่างเหตุการณ์ Very strong El Niño ในอดีต ได้แก่
ปี 1982–1983 ปี 1997–98 และปี 2015–2016
[2] อ้างอิงผลการวิเคราะห์จากแบบจำลอง SPEAR ของ NOAA GFDL ในเดือนมิถุนายน 2026 จัดทำโดย NOAA
[3] อ้างอิงข้อมูลจากรายงาน 2015–2016 El Niño Early action and response for agriculture, food security and nutrition จัดทำโดย FAO ในเดือน ก.พ. 2016
[4] อ้างอิงข้อมูลจาก EL NIÑO/SOUTHERN OSCILLATION (ENSO) DIAGNOSTIC DISCUSSION จัดทำโดย NCEP
[5] อ้างอิงข้อมูลจาก Department of Agriculture (Philippines) และ Indonesia's Ministry of Agriculture ณ เดือน เม.ย. 2026
[6] อ้างอิงข้อมูลการติดตามสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 1 มิ.ย. 2026 จาก 35 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ จัดทำโดยคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน
[7] อ้างอิงข้อมูลจากรายงานสถานการณ์น้ำ คาดการณ์ฝน เดือน พ.ค. - ธ.ค. ปี 2026 จัดทำโดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ
(องค์การมหาชน)
[8] เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปีระหว่างปี 1991 – 2020 อ้างอิงข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)
