WHA Q3/64 โชว์กำไรปกติ 228.5 ล้านบาท ส่งซิกไตรมาส 4 – พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น หรือ WHA Group ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3/2564 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร และกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,445.9 ล้านบาท และ 160.3 ล้านบาท โดยเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 1,512.4 ล้านบาท และกำไรปกติ 228.5 ล้านบาท ด้าน Group CEO “จรีพร จารุกรสกุล” มั่นใจผลการดำเนินงาน 4 กลุ่มธุรกิจแข็งแกร่ง ส่งซิกไตรมาส 4/2564 ผลการดำเนินงานโดดเด่น จ่อบุ๊ครายได้จากการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ รับข่าวดีเปิดประเทศ ธุรกิจโลจิสติกส์สดใส พื้นที่เช่าโรงงาน/คลังสินค้าโตต่อเนื่อง กลุ่มนิคมดีมานด์พุ่ง นักลงทุนต่างชาติจ่อลงทุนเพียบ ธุรกิจสาธารณูปโภคโดดเด่น ลูกค้าใช้บริการน้ำ-โซลาร์เพิ่มขึ้น ล่าสุดบอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.0267 บาทต่อหุ้น เล็งจ่าย 9 ธันวาคมนี้


บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 3/2564 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร และกำไรสุทธิทั้งสิ้น 1,445.9 ล้านบาท และ 160.3 ล้านบาท ลดลง 10.3% และ 62.6% โดยเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ และกำไรสุทธิปกติทั้งสิ้น 1,512.4 ล้านบาท และ 228.5 ล้านบาท ลดลง 6.0% และ 47.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2563 สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 4,724.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 555.2 ล้านบาท ลดลง 2.7% และ 48.1% โดยหากพิจารณาผลประกอบการปกติ บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 4,859.2 ล้านบาท และกำไรปกติ 694.8 ล้านบาท ลดลง 0.7% และ 37.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมั่นใจในความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงิน และผลประกอบการประจำปีของบริษัทฯ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 9 เดือน ในอัตราหุ้นละ 0.0267 บาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 และกำหนดการจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ตามลำดับ สอดคล้องกับการจัดอันดับเครดิตองค์กรโดยทริสเรทติ้งที่ระดับ “A-” ที่ได้รับการปรับแนวโน้มมาเป็น “คงที่” สะท้อนถึงความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสดภายใต้กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน การมีสภาพคล่องที่เพียงพอ ตลอดจนความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการบริหารการเงินท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19


นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ 4 กลุ่มธุรกิจว่า ธุรกิจโลจิสติกส์มีผลประกอบการดีอย่างต่อเนื่อง สำหรับไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ รับรู้รายได้จากธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 301.5 ล้านบาท และ 863.0 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 5.1% และ 0.9% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนสถานการณ์ความตึงเครียดของห่วงโซ่การผลิตโลก ทำให้ความต้องการโรงงาน/ คลังสินค้าสำเร็จรูป และศูนย์กระจายสินค้าคุณภาพสูงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถเซ็นสัญญาเช่าระยะสั้นผลตอบแทนสูงไปแล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเมื่อพิจารณาเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการเซ็นสัญญาพื้นที่โครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/ คลังสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มเติมอีกกว่า 33,928 ตารางเมตร รวมถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ส่งมอบโรงงาน Built-to-Suit พื้นที่รวม 8,151 ตารางเมตร ภายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 แก่บริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งชั้นแนวหน้าระดับโลก “ซิกโนด ซิสเท็มส์” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


สำหรับแผนการขายทรัพย์สิน และ/หรือ สิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART ยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ สำหรับปี 2564 นี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายจำหน่ายทรัพย์สิน 3 โครงการ คิดเป็นพื้นที่เช่าทั้งสิ้น 184,329 ตารางเมตร และมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,550 ล้านบาท โดยทรัพย์สินของบริษัทฯ ทุกโครงการตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์การขนส่งสินค้าของประเทศไทย ผู้เช่าเป็นผู้ประกอบการชั้นนำในกลุ่มธุรกิจ E-Commerce และ FMCG ได้แก่ “Alibaba Group-Shopee Xpress-ทีดีตะวันแดง” ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่ากองทรัสต์ WHART จะสามารถเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนได้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปี 2564 นี้


ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจและแสวงหา Synergy ผ่านการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ โดยช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการลงทุนในบริษัท Startups เพื่อต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ การขยายฐานธุรกิจและการสร้าง Business Model ที่แตกต่างจากธุรกิจเดิม อาทิ การเข้าซื้อหุ้น 29.40% ในบริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด ผู้ให้บริการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บทรัพย์สินส่วนบุคคลระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ “i-Store Self Storage” โดยตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป บริษัทฯ คาดว่าน่าจะเริ่มเห็นโครงการ หรือผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้ Innovative Technology ที่จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่บริษัทฯ ในอนาคต


ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมสำหรับไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2564 รวม 135.0 ล้านบาท และ 826.8 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ค่าผ่านทาง (right of ways) ที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 อย่างไรก็ตาม ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ มียอดขายที่ดินรวม 285 ไร่ (ไทย 248 ไร่/ เวียดนาม 37 ไร่) และยอดเซ็น MOU รวม 85 ไร่ (เวียดนาม) ปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านการลงทุนและยอด FDI ของประเทศไทยที่ดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ตลอดจนจำนวน Enquiry ของนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามามากกว่าปีที่แล้วทั้งปี นอกจากนี้ นโยบายเปิดประเทศ มาตรการปลดล็อคการเดินทาง รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายจากการเร่งกระจายวัคซีนของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่อธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ประกอบกับในขณะนี้ ประเทศจีนมีปัญหาการขาดแคลนพลังงาน รวมถึงแนวโน้มต้นทุนพลังงานไฟฟ้าของประเทศจีนที่แพงขึ้นเนื่องจากนโยบายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ผลักดันให้กลุ่มนักลงทุนจีนและประเทศอื่นๆ มีความต้องการย้ายฐานการผลิตตามยุทธศาสตร์ China Plus One และแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยและเวียดนามเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ มีความมั่นใจว่ายอดขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยปีนี้จะเป็นไปตามหรือมากกว่าเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้เท่ากับ 750 ไร่


ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทย 11 แห่ง โดยอยู่ระหว่างการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่เพิ่มเติมอีก 3 โครงการ โดยคาดว่านิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY 36) จะดำเนินการสร้างเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2564 สำหรับการก่อสร้างส่วนต่อขยายของนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (WHA ESIE 4) จะเริ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ภายหลังจากผ่านการอนุมัติการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง (WHA IER) ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุมัติให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษก็จะเริ่มการก่อสร้างในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2565 เช่นกัน


ประเทศเวียดนาม ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ มียอดขายที่ดิน 37 ไร่ และยอด MOU 85 ไร่ ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากประเทศเวียดนามมีการล็อกดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้การส่งมอบพื้นที่เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีความล่าช้ากว่ากำหนด อย่างไรก็ตาม ในฐานะประเทศที่มีศักยภาพด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศเวียดนามยังเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน บริษัทฯ จึงเร่งดำเนินการก่อสร้างและจัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนามเพิ่มเติม ปัจจุบันเขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 - เหงะอาน เสร็จสิ้นการก่อสร้างเฟส 1 ขนาดพื้นที่ 1,000 ไร่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีผู้เช่า 54% ของพื้นที่ บริษัทฯ จึงเร่งดำเนินการก่อสร้างเฟส 2 บนพื้นที่ขนาด 2,100 ไร่ นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีแผนการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง ได้แก่ WHA Smart Technology Industrial Zone - Thanh Hoa และ WHA Northern Industrial Zone ในจังหวัดถั่งหัว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,500 ไร่ โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 และปี 2567 ตามลำดับ


ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคว่า ผลประกอบการของธุรกิจน้ำในไตรมาสที่ผ่านมามีความโดดเด่น โดยบริษัทฯ มีปริมาณยอดขายและบริหารน้ำทั้งหมดในประเทศไทยและต่างประเทศสำหรับไตรมาส 3 และ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 เท่ากับ 35 ลูกบาศก์เมตร และ 103 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 25% และ 20% ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคเท่ากับ 588.6 ล้านบาท และ 1,770.7 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ปริมาณยอดขายน้ำในประเทศมีการเติบโตดีขึ้นสำหรับทุกประเภทผลิตภัณฑ์ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจากทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่ปัจจุบันไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ ได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีที่เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2563 เป็นต้นมา และกลุ่มโรงไฟฟ้า Gulf SRC ที่มีปริมาณการใช้น้ำในเฟส 1 ประมาณ 12,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมถึงบริษัทฯ ยังมีแผนการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์สำหรับ Gulf SRC เฟส 2 เพิ่มเติมในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้อีกด้วย สำหรับยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Products) มีการเติบโตอย่างมากในไตรมาส 3 และ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีจำนวนเท่ากับ 1.2 ลูกบาศก์เมตร และ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 29% และ 94% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน


ทั้งนี้ปริมาณจำหน่ายน้ำในประเทศเวียดนามในไตรมาส 3 และ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 มีจำนวนเท่ากับ 5.9 ลูกบาศก์เมตร และ 16.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 15% และ 21% ตามลำดับ สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในบริเวณจังหวัดฮานอย และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดบั๊กนิญ (Bac Ninh) และจังหวัดฮึงเอียน (Hung Yen) ซึ่งบริษัท เก๋อ หล่อ วอเตอร์ ซัพพลาย (Cua Lo Water Supply) บริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำประปาที่บริษัทฯ ร่วมลงทุนได้มีการขยายกำลังผลิตเพิ่มเป็น 8.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างส่วนขยายที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2565 เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้น


ปัจจุบันบริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value added product) เช่น น้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) น้ำอุตสาหกรรมคุณภาพสูง (Premium Clarified Water) และการนำน้ำเสียมาใช้ใหม่ (Wastewater Reclamation) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและดำเนินการก่อสร้างอีกหลายโครงการ อาทิ โรงบำบัดน้ำแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (WHA RY36) กำลังการผลิต 2.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โครงการผลิตน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุสำหรับจำหน่ายแก่ลูกค้านอกนิคมอุตสาหกรรมของบริษัทฯ ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และโครงการแหล่งน้ำดิบทางเลือก กำลังการผลิต 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นต้น


ในส่วนของ ธุรกิจไฟฟ้า บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรปกติจากการดำเนินงานจากการลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทร่วมค้าไม่นับรวมกำไร/ ขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน และรายได้จากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ สำหรับไตรมาส 3 และ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 เท่ากับ 292.0 ล้านบาท และ 900.9 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 13.5% และ 16.2% ตามลำดับ จากการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และผลการดำเนินงานอันแข็งแกร่งของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 8 โรง อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจ IPP ได้รับผลกระทบจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรทางบัญชีจากโรงไฟฟ้า Gheco-One ที่ลดลงเนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาส 1 จำนวน 37 วัน และการปิดซ่อมบำรุงนอกแผนงานในไตรมาส 2 และ 3 จำนวนรวม 48 วัน ทั้งนี้โรงไฟฟ้าได้กลับมาดำเนินการตามปกติแล้วภายหลังการปิดซ่อมบำรุงดังกล่าว


สำหรับไตรมาส 3 ปี 2564 บริษัทฯ เซ็นสัญญาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมจำนวน 22 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยสัญญาการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาให้แก่ผู้ผลิตยางรถยนต์สัญชาติจีน “Prinx Chengshan” ขนาด 19 เมกะวัตต์ ซึ่งสัญญาดังกล่าวนับเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดเมกะวัตต์สูงสุดที่บริษัทฯ เคยดำเนินการมา และส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีจำนวนสัญญาเซ็นต์สะสมรวม 85 เมกะวัตต์ ตลอดจนมีสัญญาที่อยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายอีกจำนวนหนึ่ง บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 90 เมกะวัตต์ในปีนี้ นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าเพิ่มเติมอีกราว 4 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินเชิงพาณิชย์แล้วทั้งหมด 50 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่ากับ 600 เมกะวัตต์


ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม บริษัทฯ เดินหน้าสนับสนุนกลุ่มลูกค้าและนักลงทุนที่ต้องการนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาพัฒนาธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็ว ความหน่วงต่ำ และมีความสามารถในการรองรับอุปกรณ์ได้มหาศาล ด้วยแผนการลงทุนร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำสำหรับการวางแผนติดตั้งเครือข่ายและกระจายสัญญาณ 5G ควบคู่ไปกับการติดตั้งโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (FTTx) ภายในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทฯ เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G ในอนาคต


ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนผ่านและปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างมียุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด Digital Innovation และ Transformation โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนากรอบความคิดของพนักงาน และสร้างวัฒนธรรมขององค์กร ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลผ่านการจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำไปต่อยอดเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความยืดหยุ่นสามารถตอบโจทย์ความต้องการสำหรับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน


ล่าสุดบริษัทฯ คว้ารางวัล “Rising Star Sustainability Award” ในกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในงาน SET Awards 2021 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา และยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อ “หุ้นยั่งยืน” หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน รวมถึงสามารถบริหารจัดการภาวะวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเร่งช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้แก่ภาคสังคมทั้งในระดับชุมชมจนถึงระดับประเทศ ผ่านการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม 2 แห่งที่มีความพร้อมด้านระบบการแพทย์เพื่อทำการรักษาและติดตามอาการผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ นอกจากนั้นบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) WHAUP ในเครือ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ได้รับรางวัล Outstanding Innovative Company Awards จากงาน SET Awards 2021 ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  ด้วยนวัตกรรมจากโครงการ Demineralized Reclaimed Water : และยังได้ถูกคัดเลือกและประกาศรายชื่อจากตลท.ให้เป็นหนึ่งใน “หุ้นยั่งยืน” หรือ บริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน Thailand Sustainability Investment (THSI) ประจำปี 2564 ติดกันต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการมีบรรษัทภิบาล พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม ในรอบปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาวะโลกร้อน โดยมีการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่ลูกค้าทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสตามหลักกำกับดูแลกิจการที่ดี และปฏิบัติงานด้านบรรษัทภิบาลให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมและโครงการใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิม

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
Updated 23 hours ago
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
Updated 17 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
Updated 19 hours ago
Follow Us