Official Update :

PTTEP เมื่อราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น ผลประกอบจึงฟื้นตัวโดดเด่น

ตั้งแต่ต้นปี 2564 จนถึงปัจจุบันมีข่าวดีกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันมาโดยตลอด จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีการระบาดของ COVI-19 ที่ยังไม่มีการผ่อนคลายลง แต่ความต้องการน้ำมันยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สวนทางกำลังการผลิตที่ตรึงตัว


อย่างล่าสุดที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือ OPEC+ มีมติคงกำลังการผลิตน้ำมันที่ระดับ 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน ไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ. ขณะที่ซาอุดีอาระเบียรับอาสาที่จะปรับลดกำลังการผลิตลงอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันสู่ระดับ 8.125 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ไปจนถึงสิ้นเดือนมี.ค.ปีนี้ เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก


และแน่นอนว่าหุ้นที่ได้รับผลบวกก็คงหนีไม่พ้นหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับน้ำมัน และที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงเป็นกลุ่มปตท. โดยจากการสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวราคาหุ้นนับตั้งแต่เปิดศักราชปี 2564 มาจนถึงปัจจุบัน (18 ม.ค.64) พบว่าธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP มีราคาเติบโตมากกว่าในกลุ่มของปตท.ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องน้ำมัน บวกไปที่ 12.98% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน สะท้อนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สำหรับ PTTEP เป็นผู้ประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจขนส่งก๊าซทางท่อในต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง โดยถือเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของคนไทย มีพันธกิจหลักในการสรรหาปิโตรเลียมเพื่อสนองความต้องการใช้พลังงานทั้งภายในประเทศ และประเทศที่ไปลงทุน รวมทั้งสามารถนำเป็นรายได้กลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่ง PTTEP เป็นหนึ่งในสิบบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าทุนตามตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


นอกจากประเด็นราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว PTTEP ก็ยังประกาศข่าวดีในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับการอนุมัติสิทธิ์การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมาและได้ลงนามในหนังสืออนุญาตให้เริ่มดำเนินงาน (Notice to Proceed) กับกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเมียนมา (Ministry of Electricity and Energy หรือ MOEE)


ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการลงทุนในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle) ขนาดกำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์ ในเขตไจลัท ภูมิภาคอิรวดี และระบบท่อขนส่งก๊าซฯ ทั้งนอกชายฝั่งและบนบกจากเมืองกันบก-เมืองดอร์เนียน-เมืองไจลัท รวมระยะทางประมาณ 370 กิโลเมตร และการวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจาก เขตไจลัท ไปยัง เขตลานทายา ในภูมิภาคย่างกุ้ง คาดว่าจะสามารถประกาศการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ของโครงการได้ภายในปี 2565


“แม้ปัจจุบันจะมีการระบาดของ COVID อีกครั้ง แต่อุปสงค์น้ำมันโลกยังคงอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว หนุนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลทั่วโลก และการจำกัดการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ ดังนั้นเราคาดว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในขาขึ้นในปี 2564 และจากการที่เราปรับสมมุติฐานราคาน้ำมันขึ้น ปี 2564 จาก 52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 57 ดอลลาร์สหรัฐ เราปรับกำไรปี 2564 ขึ้น 21% เป็น 3.74 หมื่นล้านบาท” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าว


สำหรับระยะสั้นนักวิเคราะห์ค่ายดังกล่าวบอกว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 ที่ระดับ 6.8 พันล้านบาท ลดลง 41%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5%จากไตรมาสก่อน ขณะที่คาดกำไรหลักคาดที่ 6.2 พันล้านบาท ลดลง 46% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่ม 2%จากไตรมาสก่อน สาเหตุที่กำไรหดตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง และปริมาณขายที่ลดลง ดังนั้นปรับคำแนะนำ ขึ้นเป็น ซื้อ (จากเดิมถือ) และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 130 บาท


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 115 บาท/หุ้น โดยราคาหุ้นของ PTTEP พุ่งขึ้น 11% จากต้นปีถึงล่าสุด จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น 9% เนื่องจากได้ประโยชน์สูงสุดจากน้ำมันดิบภายในกลุ่มแนวโน้มน่าจะยังคงเป็นบวกเนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังคงตรึงอยู่ที่ระดับ 55 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล โดยรวมแล้ว กำไรหลักไตรมาส 4/63 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก และจะมีประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 28 ม.ค. 2564 เรารอดูแนวโน้มและคาดการณ์ในช่วงที่เหลือของปีของผู้บริหาร



ปี 64 กำไรมีอัพไซด์จากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น


เราเห็นอัพไซด์ต่อผลประกอบการตามราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เราคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ 50 เหรียญสหรัฐ /บาร์เรล ในปี 64 ทว่ามี upside risk หลังจากที่ซาอุดีอาระเบียลดกำลังการผลิต 1 ล้านบาร์เรล/วันโดยสมัครใจในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ซึ่งจะทำให้ตลาดขาดดุล


ดังนั้นทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 1 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรลจะเพิ่ม 607 ล้านบาท (2.4%) ให้กับรายได้ปี 64 ของ PTTEP โดยบริษัทกำหนดราคาก๊าซไว้ที่ 5.4 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู ในปี 64 ตามสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 44 เหรียญสหรัฐ / บาร์เรล ซึ่งอาจมีการปรับให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปี 2564 จะมีกำไร 25,049 ล้านบาท เติบโตจากปี 2563 ที่คาด 21,288 ล้านบาท


ส่วนประเด็นได้รับเอกสิทธิ์จากรัฐบาลเมียนมาร์ในการพัฒนาโครงการก๊าซเป็นเชื้อเพลิงภายในประเทศแบบบูรณาการ การลงทุนมีมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาต้นน้ำ โรงไฟฟ้า 600MW ท่อส่งก๊าซและสายส่ง FID ภายในปี 2565 และ COD ภายในปี 2568 PTTEP ประเมินว่าโครงการสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซสะสมได้ 7% หรือ 5% ของปริมาณรวม (ฐานปี 2564) แผนการสำรวจยังคงไม่ได้รับผลกระทบ โดย 13 แหล่งที่วางแผนไว้ในปี 64 ได้แก่ 1) มาเลเซีย 7 แหล่ง 2) เม็กซิโก 4 แหล่ง (ค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่สองครั้งในช่วงต้นปี 63) 3) 1 แหล่งในโอมานและอีก 1 ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่การผลิตจาก Sabah K ในมาเลเซียล่าช้าในไตรมาส 4/63 แต่เป้าหมายการผลิตในปี 64 ยังคงเดิม


ขณะที่ไตรมาส 4/63 ประเมินกำไรไตรมาส 4/63 ที่ 3.9 พันล้านบาท ลดลง 48%จากไตรมาสก่อน และลดลง 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนคาดกำไรหลักลดลง 6% จากไตรมาสก่อน แต่ดีเกินคาด ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน เป็น 3.78 แสนบาร์เรลต่อวัน (จากการรับก๊าซของ PTT ที่สูงขึ้น เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในมาเลเซีย) ชดเชย ASP ที่ลดลง 4.3% เป็น 36.8 เหรียญสหรัฐ / BOE ราคาก๊าซลดลง 8% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 5.7 เหรียญสหรัฐ / ล้านบีทียู


ในขณะที่ราคาของเหลวเพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาสก่อน ต้นทุนต่อหน่วยขยับสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 30 เหรียญสหรัฐ / ต่อบาร์เรล จาก 29.6 เหรียญสหรัฐ / ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อนหน้า โดยผลขาดทุนที่ไม่เกิดขึ้นประจำมีจำนวนมาก ได้แก่ ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงน้ำมัน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (คงค้างอยู่ 21 ล้านบาร์เรล) และการด้อยค่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับโครงการในเมียนมาร์ (ปรับลดปริมาณสำรอง) อย่างไรก็ตาม โดยพื้นฐานแล้วราคาก๊าซและของเหลวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้



ความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้น


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายที่ 120.00 บาท บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยระยะยาว ที่ 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยยังมี upside ต่อประมาณการกำไรของเราจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในเมียนมาร์ซึ่งมีแผนประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในปี 2565 ซึ่งเราประเมินเบื้องต้นว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่ม 5.00 บาทต่อราคาเป้าหมายของเรา


ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/63 ที่ 5.9 พันล้านบาท ลดลง 49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, ลดลง 18% จากไตรมาสก่อน โดยการลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากปริมาณการขายและราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ลดลง ขณะที่การลดลง จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากต้นทุนต่อหน่วย (unit cost) ที่สูงขึ้น ทั้งนี้เราคาดว่าบริษัทจะรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (hedging loss) ประมาณ 905 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 1.2 พันล้านบาทในไตรมาส 4/62 และกำไร 861 ล้านบาทในไตรมาส 3/63


เรายังคงประมานการกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 2.75 หมื่นล้านบาท เติบโต 5%จากปี 2563 ที่คาดจะมีกำไรสุทธิ 2.61 หมื่นล้านบาท โดยการฟื้นตัวดังกล่าวจาก 1) ปริมาณการขายที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยมีการเริ่มโครงการแปลง เอช ในมาเลเซีย ในไตรมาส 2/64 และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ในไตรมาส 3/64 และ 2) unit cost ที่ลดลงตามแผนการลดต้นทุนของบริษัท


อย่างไรก็ตาม ยังมี key catalyst คือ ราคาน้ำมันดิบที่จะทรงตัวที่ระดับสูงได้หลังจากซาอุดิอาระเบียประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันส่วนเพิ่มโดยสมัครใจ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน (mbd) และความต้องการใช้น้ำมันดิบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังมีการใช้วัคซีน COVID-19 ซึ่งราคาหุ้น PTTEP มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับราคาน้ำมันดิบดูไบด้วย correlation สูงถึง 89%




This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”