Official Update :

เช็ค! หากกนง. ขึ้นดอกเบี้ย หุ้นกลุ่มไหนได้-เสียประโยชน์บ้าง?

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสใช้นโยบายการเงินเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ Spread ดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐกว้างขึ้น อาจส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยตามไป เพื่อสกัดค่าเงินบาทอ่อนค่าและภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นอาจเกิดเร็วกว่าคาด หลังวันที่ 8 มิ.ย. 65 กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่มีมติเสียงแตกเป็น 4 ต่อ 3 ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าจะเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วกว่าคาด ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจกดดันให้ตลาดหุ้นปรับลงแรง ดังนั้นเพื่อเตรียมรับมือ Wealthy Thai มีข้อมูลกลุ่มหุ้นที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์หากกนง. ขึ้นดอกเบี้ยมาฝาก


โดยนักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า คาด กนง. จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 ที่ 0.50% ครั้งละ 0.25% ในเดือนก.ย. 65 และเดือนธ.ค. 66 จากปัจจุบันที่ 0.50% และคาดในปี 2566 จะปรับขึ้นอีก 0.75% ครั้งละ 0.25% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าจะอยู่ที่ 1.75%


ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคาร และเป็นลบต่อกลุ่มการเงิน, อสังหาฯ และกลุ่มที่มีเงินกู้ในระดับสูง โดยการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะส่งผลลบต่อหุ้นโดยรวม เนื่องจากต้นทุนเงินกู้ยืมจะเพิ่มขี้นตามดอกเบี้ยเงินกู้ และรายได้ของบางบริษัทที่ลดลงจากกำลังซื้อที่ลดลง จากการศึกษาแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2553-2554 ที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1.25% เป็น 3.50% ภายในระยะเวลา 1.5 ปี พบว่า



กลุ่มแบงก์ ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นทุกๆ
0.25% หนุนอัพไซด์กำไร 2-4%

กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ BBL, KTB, KBANK, SCB จะปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น โดยมี Correlation เฉลี่ยที่ 59% และมีผลตอบแทนเฉลี่ย 64% (ช่วง 1 มิ.ย. 53-1 ส.ค. 54 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดไปถึงจุดสูงสุด) ทั้งนี้ ประเมินเบื้องต้นว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นทุกๆ 0.25% จะมี upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ราว 2-4% (ประเมินผลกระทบต่อ NIM อย่างเดียวและยังไม่ส่งผลกระทบต่อ NPL) โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์เรียงจากมากไปน้อยคือ BBL, KTB, KBANK และ SCB



กลุ่มการเงิน ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

กลุ่มการเงิน ฝ่ายวิเคราะห์ศึกษาหุ้น AEONTS และ KTC ในช่วงปี 2553-2554 พบว่า ในระยะสั้น (ช่วง 1-9 เดือน) Correlation จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ยที่ 71% และปรับตัวลงในช่วงหลัง 9 เดือนคิด เป็น Correlation เฉลี่ยที่ -56% เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนแหล่งเงินทุนจากหุ้นกู้ (อัตราดอกเบี้ยคงที่) ที่สูง และสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินผ่านการกู้ยืมเงินระยะสั้นได้ ขณะที่ระยะยาวต้นทุนหุ้นกู้ชุดใหม่จะเพิ่มขึ้นทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระยะสั้นประเมินว่าจะได้รับผลกระทบที่จำกัด โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากหุ้นกู้ที่มีการล็อคอัตราดอกเบี้ย (บริษัทได้ออกหุ้นกู้รวมคิดเป็นประมาณ 53% ของ เงินกู้ยืมรวม) และสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินผ่านการกู้ยืมเงินหรือออกหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำได้



กลุ่มอสังหาฯ ผู้บริโภคชะลอการซื้อ
-ต้นทุนก่อสร้างเพิ่ม

กลุ่มอสังหาฯ จะได้รับผลกระทบจาก 1.การชะลอซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับตัวขึ้น และ 2. ต้นทุนการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้ GPM ในอนาคตลดลง ทั้งนี้ ประเมินว่ากลุ่มตลาดล่างจะได้รับผลกระทบมากสุด ได้แก่ LPN, PSH



กลุ่มพึ่งพาเงินกู้ในระดับสูง

กลุ่มที่พึ่งพาเงินกู้ในระดับสูง ได้แก่ BAFS (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท) จะได้รับผลกระทบเนื่องจากบริษัทมี D/E สูงถึง 2.4x โดยประเมินต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 0.25% จะกระทบกำไรสุทธิราว 5% อย่างไรก็ตาม มองว่าแนวโน้ม D/E จะผ่อนคลายขึ้นนับจากนี้ตามผลการดำเนินงานที่ฟื้นตัว



กลุ่มโรงไฟฟ้า ต้นทุนพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้น

กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้แก่ GULF (แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 47.00 บาท), BGRIM (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 45.00 บาท), RATCH (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท), CKP (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.40 บาท), SSP (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 16.00 บาท) ส่ง sentiment เชิงลบจากต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตอาจสูงขึ้น ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าปกติมีการทำ project finance ที่ใช้สัดส่วนหนี้สินค่อนข้างสูง (D/E ที่ 3x)



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้