ส่อง 7 ดีลใหญ่! ลงทุนครั้งสำคัญในครึ่งแรกปี 65 ของ 4 บจ.ในตลาดหุ้นไทย มูลค่ารวมเฉียดแสนล้าน
ถึงแม้ว่าในปี 2565 จะเป็นช่วงที่ยากลำบากสำหรับเหล่านักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ ที่ภาวะตลาดไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยในการลงทุนสักเท่าไหร่ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้นักวิเคราะห์หลายสำนักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดหุ้นไทยปี 2565 เล่นยาก และไม่ง่ายเหมือนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยต่างๆทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาด้านการลงทุนหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นผลพ่วงที่เกิดขึ้นของสงครามที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เป็นต้น
แต่อย่างไรก็ตามในมุมของธุรกิจ ยังมีช่วงเวลาบางจังหวะให้เข้าลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม และเพื่อโอกาสของการเติบโตรอบใหม่ โดยในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลดีลการควบรวม หรือการซื้อกิจการของเหล่าบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยและมีมูลค่าหลายหมื่นล้านว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (8 ก.ค.65) มีการซื้อกิจการ หรือ ดีลการควบรวมธุรกิจ และการจับมือเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอะไรบ้าง
BANPU ทุ่ม 3 หมื่นล้าน ต่อยอดธุรกิจเดิม-ขยายธุรกิจใหม่
เริ่มกันที่ BANPU ประกาศการลงทุนครั้งใหญ่อีกครั้งของบริษัทด้วยการใช้เงินลงทุนกว่า 25,125 ล้านบาท ด้วยการส่งบริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บ้านปูถือหุ้นในสัดส่วน 96.12% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าซื้อสัดส่วนผลประโยชน์ในแหล่งก๊าซธรรมชาติและครอบคลุมถึงธุรกิจกลางนํ้า (Midstream) บริเวณแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เนตต์ (Barnett) ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากบริษัท XTO Energy, Inc. and Barnett Gathering LLC (XTO)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Exxon Mobil Corporation โดยมีมูลค่าการลงทุนจํานวน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่าประมาณ 25,125 ล้านบาท
นอกจากนี้ BANPU ยังได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนด้วยการ บริษัทย่อย “บริษัท Banpu VenturesPte” เข้าลงทุน ในกองทุน Healthcare ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านการลงทุนในกองทุน Public US based healthcare investment fund ในรูปแบบ Founding limited partner เป็นจํานวน150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เทียบเท่าประมาณ 5,298 ล้านบาท ผู้บริหารเผยการลงทุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานเพื่อเปิดโอกาสให้เรียนรู้พัฒนาความเชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจใหม่ๆนําไปสู่แผนสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นในอนาคต
มุมมองนักวิเคราะห์ : บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองประเด็นการเข้าซื้อแหล่งก๊าซว่าจะสามารถสร้างมูลค่าจาก synergy ได้จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น, ยอดขายผลิตภัณฑ์กลางน้ำ และการที่สามารถประหยัดต้นทุน G&A ได้มากขึ้น และปริมาณการผลิตก๊าซสุทธิของ BANPU จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 700mmscfd ในปัจจุบัน เป็น 900mmscfd
ส่วนประเด็นการเข้าลงทุนในธุรกิจ Healthcare บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่า BANPU คาดจะได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี แม้การลงทุนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก แต่งบลงทุนคิดเป็น 10% ของเงินสด จากประวัติการดำเนินงาน และเทรนด์ทั่วโลก เเชื่อว่าการลงทุนนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีสมเหตุสมผลในระยะยาว
KBANK สยายปีกฮุบ! แบงก์ใหญ่อินโดฯ
บริษัท กสิกร วิชั่น ไฟแนนเชียล จำกัด (KASIKORN Vision Financial Company Pte. Ltd) (“KVF”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารกสิกรไทย ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข (Conditional Sale and Purchase Agreement) (“CSPA”) กับแมสเปี้ยน โดย KVF จะเข้าถือหุ้นรวม 67.50% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่าประมาณ 7,556 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และสามารถเข้าทำธุรกรรมได้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565
ขณะเดียวกัน KBANK ยังได้จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT โดยการตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีชื่อว่า บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนแห่งแรกในไทย ระหว่างธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยมีทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามกฎหมายและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินรอการขายทั้งจากบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ KBANK สถาบันการเงินอื่นและบริษัทอื่น ทั้งลูกหนี้มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
มุมมองนักวิเคราะห์ : บริษัท หลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองต่อดีลการเข้าซื้อ ธนาคารแมสเปี้ยน ที่อินโดนีเซียว่า ว่าดีลนี้จะยังสร้างกำไรส่วนเพิ่มให้กับ KBANK ไม่มากในระยะสั้นแต่จะดีขึ้นในระยะยาว และเป็นการเปิดทางสู่การเป็นธนาคารของภูมิภาคอาเซียน
ส่วนประเด็นการร่วมทุนกับ JMT ผลดีคือ คือ บริหาร NPL ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น, ได้เงินจากการขาย NPL มาต่อยอดธุรกิจ, NPL ลด และตั้งสำรอง ECL น้อยลง รวมถึงมีโอกาสให้บริการทางการเงินกับผู้สนใจซื้อสินทรัพย์จาก JK AMC ด้วย ขณะที่ NPL ของ KBANK อาจไม่ได้ลดลง 3 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 2/65 ถ้า NPL ที่ขายให้ JK AMC ล็อตนี้ เป็นส่วนของหนี้สูญที่ตัดออกจากบัญชีไปแล้ว
BAY ต่อยอดธุรกิจหลักทรัพย์ ซื้อ บล.โนมูระ
โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ประกาศธนาคารได้มีมติรับทราบการบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อกิจการโดยการซื้อหุ้นในอัตรา 99.1% ของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (“CNS”) จาก Nomura Asia Investment (Singapore) Pte. Ltd. (“NAIS”) และมีความตั้งใจที่จะรับซื้อหุ้นของ CNS ในอัตรา 0.9% ที่เหลือจากผู้ถือหุ้นรายย่อยของ CNS โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมของธุรกรรมสูงสุดประมาณ 155.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 5,501 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงไตรมาสที่ 4/65 ซึ่งการเข้าซื้อกิจการของ CNS ครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของBAY ในการสร้างการเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์
ADVANC ลงทุนใหญ่ธุรกิจบอร์ดแบนกว่า 3,240 ล้านบาท
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2565ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (“AWN”)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 และ/หรือ บุคคลที่ AWN กำหนด ได้ดำเนินการ
1) เข้าซื้อหุ้นในบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) (“TTTBB”) จำนวน 7,529,242,385 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.87ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของ TTTBB จากบริษัท อคิวเมนท์ จำกัด (“ACU”)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS
โดยรวมถึงการได้มาซึ่งบริษัทย่อยของ TTTBB อีกสองบริษัท คือ บริษัท ทริปเปิลที อินเทอร์เน็ต จำกัด และบริษัท อิน คลาวด์ จำกัด และการได้มาซึ่ง บริษัท ทรี บีบี จำกัด ตามเงื่อนไขบังคับก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท
2) เข้าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (“JASIF”)จาก JAS จำนวน1,520,000,000 หน่วย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.00ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของ JASIF ในราคาหน่วย ละ 8.5 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 12,920 ล้านบาท ทั้งนี้รวมเรียกทั้งสองธุรกรรมว่า มีมูลค่ารวม 32,420 ล้านบาท
มุมมองนักวิเคราะห์ : บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่าจากการเข้าซื้อ TTTBB ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และ JASIF ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายบรอดแบนด์ของ ADVANC นั้น ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกกับข่าวนี้ต่อทั้งอุตสาหกรรมบรอดแบนด์, ADVANC และ JASIF ในระยะยาวดังนี้
1.การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรอดแบนด์น่าจะลดความรุนแรงลง โดยเฉพาะด้านการใช้กลยุทธ์การตัดราคา เพราะการเข้าซื้อ TTTBB จะทำให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่ลดลงไป
2.คาดส่งผลดีต่อ ADVANC เพราะปี 2564 ที่ผ่านมา TTTBB มีกำไรจากการดำเนินงานราว 1.6 พันล้านบาท/ปี นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ ADVANC อาจขายสินทรัพย์ในส่วนที่เป็นอุปกรณ์โครงข่ายบรอดแบนด์ของตนเองที่มีอยู่แล้ว เข้ากอง JASIF ได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็น upside ในอนาคตต่อ ADVANC
3.JASIF จะมีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากผู้เช่าใหม่คือ กลุ่ม ADVANC ที่มีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่ม JAS ที่เป็นผู้เช่าเดิม ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 245 บาท

