โบรกเกอร์คาด ไตรมาส 2 TRUE ขาดทุน 2.2 พันล้านบาท แต่เชียร์ “ซื้อ” หวังควบรวม DTAC ช่วยฟื้นกำไร
TRUE กำลังเจอแรงกดดัน จากรายได้จากธุรกิจมือถือลดลง และยอดขายเครื่องลดลง ในขณะที่ต้นทุนยังปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนที่เกี่ยวกับโครงข่าย ซึ่งถือเป็นแรงกดดันให้ผลประกอบการงวดไตรมาส 2/65 อาจมีผลขาดทุนสูงถึง 2.2 พันล้านบาท
แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีคาดการณ์ถึงผลขาดทุนที่รุนแรง แต่ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ยังยังคงคำแนะนำซื้อ และคงราคาเป้าหมายที่ 5.50 บาท เพราะคิดว่าการควบรวมระหว่าง DTAC-TRUE จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และทำให้ผลประกอบการดีขึ้นจากการที่สามารถประหยัดต้นทุนไปได้อย่างมาก
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาประเมินว่า ไตรมาส 2/65 คาดว่า TRUE จะขาดทุนสุทธิ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 298 ล้านบาท แต่ดีขึ้นเล็กน้อยจากขาดทุนสุทธิ 1.6 พันล้านบาทในไตรมาสก่อนซึ่งผลประกอบการที่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อน จะเป็นเพราะมีการรับรู้กำไรพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว 1 พันล้านบาทจากการลดสัดส่วนการถือครอง DIF จาก 23.38% เหลือ 20.56%
แต่หากไม่รวมรายการนี้ ผลขาดทุนจากธุรกิจหลักจะอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ซึ่งมากกว่าที่ขาดทุน 1.7 พันล้านบาทในไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 793 ล้านบาท โดยผลขาดทุนที่หนักขึ้นจากไตรมาสก่อน เป็นเพราะรายได้จากธุรกิจมือถือลดลง และยอดขายเครื่องลดลง ในขณะที่ผลขาดทุนที่หนักขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นเพราะต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนที่เกี่ยวกับโครงข่าย ซึ่งรวมถึง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงข่าย และค่าเสื่อมราคา
ทั้งนี้ ใช้สมมติฐานสำคัญดังนี้ รายได้รวมทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4%จากไตรมาสก่อน โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจมือถือจะลดลง 2.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.5%จากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ARPU ลดลงเพราะการแข่งขันที่รุนแรง
ส่วนธุรกิจ FBB จะไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในไตรมาสนี้ เพราะคาดว่ารายได้จะทรงตัวทั้ง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ARPU ลดลง ส่วนรายได้จากธุรกิจ TV น่าจะลดลงอีก 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 4.9% จากไตรมาสก่อน ด้านต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายเพิ่มขึ้นจากการเข้าลงทุนในโครงข่าย 5G ค่าใช้จ่าย SG&A ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1%จากไตรมาสก่อน เนื่องจากต้นทุนการจ้างพนักงาน outsource เพิ่มขึ้น
ดังนั้นถึงแม้ว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/65 จะอ่อนแอ และน่าจะปรับลดประมาณการปีนี้ลงอีก แต่ยังคงคำแนะนำซื้อ TRUE เพราะมองบวกหลังการควบรวม โดยคิดว่าการควบรวมระหว่าง DTAC-TRUE จะช่วยสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และทำให้ผลประกอบการดีขึ้นจากการที่สามารถประหยัดต้นทุนไปได้อย่างมาก
ขณะที่ประเด็นข่าว สำนักงาน กสทช. ยื่นหนังสือขอขยายระยะเวลาสรุปผลการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากที่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด(โฟกัสกรุ๊ป) ถึงผลกระทบจากการรวมธุรกิจระหว่าง TRUE และ DTAC จากเดิม 60 วันซึ่งครบกำหนดเมื่อ 10 ก.ค.65 ออกไปอีก 30 วัน เป็น 11 ส.ค. 65 โดยบอรด์ กสทช. จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการแข่งขันทางการค้าเพิ่มเติมจากเดิมที่มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ การควบรวมกิจการจำนวน 4 คณะได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐศาสตร์
ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านแข่งขันทางการค้าเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากเสียงของอนุฯ เดิมเสมอกันที่ 2:2 ดังนั้นหากมีอนุฯเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด จะทำ ให้เกิดเสียงขี้ขาดจากอนุฯ โดยข่าวระบุถึงความชัดเจนของบอร์ด กสทช. ที่ส่งสัญญาณว่าการพิจารณาไม่จำเป็นต้องรอการแต่งตั้งบอรด์ กสทช.อีก 2 ท่านที่กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติ เป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ว่า กสทช. 5 ท่านในปัจจุบันก็เพียงพอตามกฎหมายที่จะตัดสินใจแล้ว ทำให้กรอบการพิจารณาการอนุญาต หรือไม่อนุญาตควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC ควรจะเกิดขึ้นภายใน 11 ส.ค.65
ในแง่ความเห็นสุดท้าย หาก กสทช. เน้นไปที่การผูกขาดเพียงอย่างเดียวก็มีโอกาสที่จะไม่อนุญาตการควบรวมผ่าน แต่หากกสทช. ให้น้ำหนักกับมิติอื่นๆ สูงก็มีโอกาสที่ดีลจะได้รับการอนุญาต แม้จะมีการแต่งตั้งอนุฯ เพื่อศึกษาด้านการด้านการแข่งขันทางการค้าโดยเฉพาะ แต่ในมมุมองของฝ่ายวิจัย บนกรณีฐานยังคาดว่า กสทช. จะอนุญาตการควบรวมภายใต้เงื่อนไขที่เข้มข้นเพื่อปกป้องผู้บริโภคและการผูกขาดกิจการ แต่จะไม่กระทบ Synergy ที่ฝ่ายวิจัยคาดราว 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ
หาก กสทช. อนุมัติการควบรวมกิจการ คาด Citrin Global จะสามารถเริ่มทำ Tender Offer หุ้น TRUE และ DTAC ล่าช้าไปจากแผนเดิม แต่คาดจะเกิดขึ้นได้ภายในเดือน ก.ย.65 เป็นอย่างช้า
อย่างไรก็ตามการที่ กสทช. เลือกที่จะชะลอการตัดสินใจออกไปอีก 1 เดือน ทำให้คาดราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสารจะแกว่งออกข้างเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และตลาดจะเริ่มกลับเข้าเก็งกำไรหุ้นกลุ่มสื่อสารอีกครั้งในช่วงเข้าใกล้วันที่ 11 ส.ค.65 ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำ กลับเข้าเก็งกำไร DTAC (ราคาเป้าหมาย 59.00 บาท) และ TRUE (ราคาเป้าหมาย 6.40บาท) ในช่วงใกล้คำ ตัดสินของกสทช. ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำ สะสม ADVANC (ราคาเป้าหมาย 252.00 บาท)
