SCB เจอแรงเทขายหนักร่วงเกือบ 4% หลังมีข่าวซุ่มพัฒนาศูนย์ซื้อขายคริปโท กูรูชี้เป็นผลดี-มีอำนาจต่อรองราคา Bitkub ถูกลง
จากประเด็นที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBC) เตรียมเปิดให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและโบรกเกอร์สินทรัพย์ดิจิทัลในไตรมาส 3/65 และพร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชันเทรดหุ้น ขายคริปโตเคอร์เรนซี และกองทุน ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายจะมีผู้ใช้งาน 1 ล้านบัญชีภายในสิ้นปีนี้ นั้น จะส่งผลกระทบต่อดีลซื้อหุ้น Bitkub ซึ่งล่าสุด SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ได้ขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปหรือไม่นั้น และจะส่งผลบวกหรือลบอย่างไรต่อ SCB
คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า เครือของธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นกลุ่มการเงินขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นดีลการซื้อขาย Bitkub เป็นดีลของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ในขณะที่ซื้อเสร็จแล้วจะไปอยู่ในส่วนไหน และจะนำมาเป็นบริษัทลูกของ SCBC หรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ซึ่งเราเชื่อว่าถึงแม้จะมีดีลการซื้อขาย Bitkub ค้างอยู่ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจน บริษัทลูกแต่ละแห่งก็มีอิสระที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการต่างๆอออกมา
ทิศทางลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลก็เป็นแนวทางการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่ SCBS จะทำการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ นอกจากนี้บริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลช้าเกินไป ซึ่งถือเป็นความผิดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเหมือนกัน (ตลท.) เพราะ ตลท. เคยส่งสัญญาณว่าไม่สนับสนุนให้บริษัทหลักทรัพย์ทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดย ตลท. จะดำเนินการเอง ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับ SET Index แต่สุดท้าย ตลท. ก็ไม่ได้ทำ และกลายเป็นว่าบริษัทที่พัฒนาระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นบริษัทที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับ ทำให้นักลงทุนที่มีความถนัดในสินทรัพย์ดิจิทัลหันไปลงทุนกับแพลตฟอร์มการลงทุนที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต.
“ผมเข้าใจว่าล่าสุด ตลท. ก็มีแผนที่จะเปิดศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ไม่ใช่ลักษณะของการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีแต่เน้นในด้านของ NFT เพราะฉะนั้นก็กลายเป็นสุญญากาศ เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลที่บริษัทหลักทรัพย์สนใจน่าจะเป็นเหรียญหรือสกุลเงินที่มีความต้องการลงทุนในระดับสูงมากกว่า NFT เพราะฉะนั้นหากบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ เห็นแนวทางที่ ตลท. อาจไม่ทำศูนย์การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีการจะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านสินทรัพย์ดิจิทัลก็จำเป็นจะต้องพัฒนาระบบการซื้อขายเอง ซึ่งสำหรับ SCB ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ มีความพร้อมด้านเงินทุน จึงคุ้มกับการเริ่มเดินหน้าเป็นรายแรกๆ เมื่อเทียบกับหลักทรัพย์อื่นๆ”
ทั้งนี้ ไม่ว่าการเข้าสู่ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของ SCB จะเกิดขึ้นผ่านดีล Bitkub หรือผ่านการพัฒนาระบบด้วยตนเอง ก็เป็นผลบวกทั้งสิ้น เพราะประเด็นการพัฒนาระบบซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบล.ไทยพาณิชย์ หากเกิดขึ้นจริง ไม่ได้หมายความดีล Bitkub จะยุติลง ขณะเดียวกันการพัฒนาระบบดังกล่าวอาจเป็นอำนาจต่อรองที่ทำให้ SCB สามารถลดราคา และซื้อ Bitkub ในราคาที่ถูกลงได้ ในทางกลับกันหาก SCB ตัดสินใจยุติดีล Bitkub และเดินหน้าพัฒนาระบบซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มตัวก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่อาจใช้งบประมาณจำนวนมาก และดำเนินการได้ช้า ดังนั้นไม่ว่าดีล Bitkub จะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ SCB ก็น่าจะให้ความสำคัญกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่
