Official Update :

จับตาไตรมาส 2 หุ้นค้าปลีกไอที CPW หนักสุด! นักวิเคราะห์แนะ “ขาย”

Wealthy Thai ได้สำรวจการประเมินของบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เกี่ยวกับการเติบโตของหุ้นกลุ่ม นี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขาระบุว่า คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ของกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอที (COM7, CPW และ SPVI) ภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยด้านฤดูกาล การไม่มีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ (ไตรมาส 1/65: มาตรการช็อปดีมีคืน) ผลกระทบจากสินค้าที่ขาดแคลนที่ยังมีต่อเนื่องจากไตรมาส 1 ส่วนการเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดผลการดำเนินงานออกมาคละกัน


COM7 (“ซื้อ” มูลค่าที่เหมาะสม 40.50 บาท) ฝ่ายวิจัยคาดจะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 677 ล้านบาท เพิ่มขึ้น15%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 13.5%จากไตรมาสก่อน เนื่องจากคาดรายได้ของ COM7 อยู่ที่ 14,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 4%จากไตรมาสก่อน ตามการขยายช่องทางการขายมาเป็น 1,062 สาขาในไตรมาส 1/65 (จาก 936 สาขาในไตรมาส 2/64) อย่างไรก็ตาม การลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องมาจากปกติเป็น Low season รวมทั้งสิ้นสุดมาตรการรัฐ “ช้อปดีมีคืน” ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาส 1/65


สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 13.4% ซึ่งคาดเป็นไปตามส่วนผสมสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำรวมทั้งการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย  โดยยังคงประมาณการผลประกอบการเดิม ผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 65 จะคิดเป็น 45% ของประมาณการกำไรปี 65 ที่คาดอยู่ที่ 3,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนและคาดว่ากำไรจะเติบโตได้ดีในไตรมาส 4/65 จะส่งผลให้กำไรเป็นไปตามคาด


CPW (ปรับคำแนะนำเป็น “ขาย” จากเดิม “ซื้อ” ด้วยมูลค่าที่เหมาะสมใหม่ 3.34 บาท เดิม 5 บาท) ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิจะอ่อนตัวกว่าที่คาดไว้มาอยู่ที่ 6 ล้านบาท ลดลง 15%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 67%จากไตรมาสก่อน แม้คาดรายได้จะเพิ่มขึ้น 70%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาที่ 1,609 ล้านบาท หลักๆ มาจากการรับรู้รายได้จาก IBIZ Plus ที่เริ่มในไตรมาส 4/64 ที่ผ่านมา แต่ถูกหักล้างด้วยคาดอัตรากำไรขั้นต้นมาอยู่ที่ 12.3% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของ IBIZ Plus ที่ต่ำกว่า CPW จากมีธุรกิจค้าส่งที่มีอัตรากำไรต่ำ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการ IBIZ Plus


ทั้งนี้คาดว่าจะทำให้อัตรากำไรสุทธิของ CPW ลดลงมาอยู่ที่ 0.4% เมื่อเทียบกับที่ 0.7% ในไตรมาส 2/64 และ 1% ในไตรมาส 1/65 จึงปรับลดประมาณการผลประกอบการปี 65-66 ลง 28-29% คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 84 ล้านบาท ลดลง 1.6%จากปีก่อน และปี 66 คาดที่ 95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% สะท้อนแนวโน้มยอดขายที่ต่ำกว่าที่คาดไว้รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคาด


SPVI (ยังคงแนะนำ “ถือ” มูลค่าที่เหมาะสมใหม่ 4.70 บาท เดิม 6 บาท) ฝ่ายวิจัยคาด SPVI จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 20% จากไตรมาสก่อนโดยคาดรายได้อยู่ที่ 1,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากในไตรมาส 2/65 บริษัทมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 72 สาขา (เทียบกับ 63 สาขาในไตรมาส 2/64) รวมทั้ง บริษัทยังมีการส่งมอบสินค้าล็อตใหญ่ให้กับสถานศึกษา โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 10.5%


หากผลประกอบการไตรมาส 2/65 ออกตามที่คาดไว้ จะคิดเป็น 37% ของประมาณการเดิมที่ 134 ล้านบาท เพื่อเป็นการสะท้อนแนวโน้มรายได้ที่คาดจะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว รวมทั้งปัจจัยด้านฤดูกาลที่จะอ่อนตัวในไตรมาส 3 จึงปรับลดประมาณการผลประกอบการปี 65-66 ลง 5-8% คาดกำไรสุทธิปี 65 อยู่ที่ 126 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 125.56 ล้านบาท และปี 66 ที่ 140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น11%จากปีก่อนหน้า


อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นในกลุ่มค้าปลีกไอทีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง  คาดมาจากความกังวลจากปัญหาสินค้าขาดแคลนที่ยังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะผ่อนคลายลงในไตรมาส 3 รวมทั้งผลประกอบการที่อาจจะได้รับจากภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่จะส่งผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภค ประกอบกับ แบรนด์ต่างๆ เริ่มมีการปรับลดการผลิตหรือเลื่อนการเปิดตัวสินค้าเพื่อสะท้อนแนวโน้มดังกล่าว


ดังนั้นมองว่าผลกระทบดังกล่าวจะส่งผลในไตรมาส 3 เป็นหลักซึ่งจะทำให้ผลประกอบการมีแนวโน้มอ่อนตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อน ก่อนที่จะสามารถกลับมาเติบโตได้ในไตรมาส 4 ซึ่งเป็น High season และเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมทั้งผลกระทบในแต่ละบริษัทจะแตกต่างออกไปขึ้นกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ


สำหรับทั้ง 3 บริษัท มองว่าบริษัทที่จะยังคงแข็งแกร่งในภาวะเช่นนี้ ได้แก่ COM7 จากการเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความหลากหลายสินค้า ช่องทางจำหน่ายที่ตอบรับต่อหลายกลุ่มลูกค้า ซึ่งจะช่วยรองรับภาวะเช่นนี้ได้ และยังคงเป็นบริษัทที่รายได้และผลประกอบการยังคงเติบโตได้จากปีก่อน


ขณะที่หุ้นกลุ่มนี้อีก 1 ตัวที่ขาดไม่ได้ คือ SYNEX โดยบทวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปรับคำแนะนำลงเป็น “ถือ” และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 18.00 บาท จากเดิมที่ 28.00 บาท โดยประเมินว่าผลการดำเนินงานในระยะสั้นจะยังได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์เงินเฟ้อทั้งในไทย และต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และค่าเงินบาที่ออนตัวลงซึ่งประเมินว่าจะยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน และกดดันต่อยอดขาย และGPM ที่จะลดลง


ดังนั้นปรับประมาณการกำไรปกติปี 65 ลง 6% เป็น 815 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11%จากปีก่อน และปี 66 ลง 10% เป็น 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%จากปีก่อนโดยเป็นผลของการปรับลดรายได้ลงจากเดิมปีละ 4-8% และลด GPM ลง -10 bps เพื่อสะท้อนปัจจัยลบต่าง ๆ ทั้งยอดขนส่งสินค้าที่ลดลง ทำให้สินค้าที่ขายในช่วง 1เดือนข้างหน้าลดลง, ค่าเงินบาที่ท่ออนค่า และเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูง


ขณะที่ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/65 ที่ 177 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน เนื่องจากรายได้ที่ขยายตัว 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยรับรู้ รายได้กลุ่ม Commercial จาก backlog ที่สูง และยอดขายกลุ่ม Consumer ที่เพิ่มขึ้นสูงในเดือน มิ.ย. เพื่อรองรับจัดงาน Commart วันที่ 7-10 ก.ค.



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”