Official Update :

โพยหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เมื่อครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกรอเพียบ

ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มรับเหมาถือว่ามีแรงกดดันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ราคาหุ้นปรับตัวไม่ดีเท่ากับตลาด ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันด้านการขาดความคืบหน้าของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล รวมทั้งความกังวลเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นต้นทำให้หุ้นกลุ่มนี้ไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเท่าที่ควร


แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 หุ้นกลุ่มรับเหมากำลังจะมีข่าวดี โดยนักวิเคราะห์ได้ออกมาประเมินว่า โครงการขนาดใหญ่ที่อาจจะเปิดประมูลในครึ่งปีหลัง เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีแดงและรถไฟรางคู่; 2.การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น 3.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่บรรเทาลงและ 4. การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของ โครงการ high-rise ของเอกชน


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) ได้ออกมาประเมินว่า คาดหุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั้ง 5 แห่งที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของฝ่ายวิจัย (CK PYLON SEAFCO STEC และ TEAMG) จะรายงานกำไรปกติรวมในไตรมาส 2/2565 ที่ 727.9 ล้านบาท แข็งแกร่งกว่าที่ 318.1 ล้านบาทในไตรมาส 2/2564 จากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีขึ้นของ STEC หลังจากอาคารรัฐสภาที่มี GPM ต่ำสร้างเสร็จ ประกอบกับ backlog ที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งของ CK PYLON และ TEAMG และการฟื้นตัวของส่วนแบ่งกำไรของ CK จาก BEM ประมาณการกาไรปกติยังสูงกว่ากำไรปกติรวมในไตรมาส 1/2565 ที่ 109.3 ล้านบาท


สาเหตุหลักมาจากรายได้เงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรของ CK และ STEC ในไตรมาสนี้ โดยคาดว่า CK STEC และ PYLON จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2565 ที่แข็งแกร่ง จากส่วนแบ่งกำไรที่แข็งแกร่งของ CK และ STEC รวมถึงการเริ่มต้น โครงการใหม่ของ PYLON


ขณะที่คาดว่า backlog รวมของหุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์จะอยู่ที่1.67 แสนล้านบาท ก่อนหักรายได้ที่คาดจะมีการรับรู้ในไตรมาส 2/2565 หรือเพิ่มขึ้น 2.7% จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่มาจากโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร ของ CK (งานก่อสร้างมูลค่า 4 พันล้านบาท) ซึ่งบ่งบอกถึงการชะลอตัวของโครงการที่จะออกมาในช่วงไตรมาส 2/2565 จึงคงมุมมองเดิมต่อแนวโน้มการสร้าง backlog ใหม่ที่ยังสดใสในครึ่งปีหลังจากส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง สายสีส้ม และ โครงการรถไฟรางคู่ เฟส 2 ฯลฯ


นอกจากนี้เชื่อว่าความกังวลหลักของตลาดคือความไม่แน่นอน เกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจากการตัดสินของศาลปกคลองกลางครั้งล่าสุดเกี่ยวกับ การยกเลิกการประมูลครั้งก่อน โดย รฟม. ในเดือนก.พ. 2563 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ 3 กรณี สำหรับการประมูลในปัจจุบัน คือ 1.รฟม. ดำเนินการต่อด้วย RFP ปัจจุบัน 2.รฟม. เลื่อนการประมูลออกไปเพื่อรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด 3.รฟม. เปลี่ยนกลับไปใช้ RFP ฉบับก่อนหน้าและดำเนินต่อตามกำหนดเวลาการประมูลปัจจุบัน


โดยเชื่อว่ากรณีที่ 2 มีความเป็นไปได้มากที่สุดรองลงมาคือกรณีที่ 1 และมีโอกาสเกิดกรณีที่ 3 ต่ำ ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ downside ของผลกระทบของกรณีที่เลวร้ายที่สุดในหุ้นกลุ่มก่อสร้างที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ หากนำโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มออกจากประมาณการ คาดว่าผู้รับเหมาตอกเสาเข็มอย่าง SEAFCO และ PYLON จะมี downside มากที่สุด รองลงมาคือ CK ในขณะที่ฝ่ายวิจัยไม่ได้รวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มไว้ในประมาณการสำหรับ STEC และ TEAMG อย่างไรก็ตามบริษัทอาจหาโครงการอื่นแทน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เลื่อนออกไปได้หากเกิดขึ้น


ดังนั้นคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม โดยพิจารณาจาก 1.โครงการขนาดใหญ่ที่อาจจะเปิดประมูลในครึ่งปีหลัง เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีแดงและรถไฟรางคู่; 2.การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น 3.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่บรรเทาลงและ 4. การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของ โครงการ high-rise ของเอกชน โดย CK และ STEC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มผู้รับเหมา CK (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 29.59 บาท) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มผู้เล่นที่มี backlog ขยายตัวขึ้น และ STEC (“ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 20.92 บาท) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม laggard ของฝ่ายวิจัย TEAMG “ขาย” จากมูลค่าสูงเกินไป ให้ราคาเป้าหมาย 3.88 บาท ส่วน SEAFCO ให้ราคาเป้าหมาย 4.01 บาท และPYLON ให้ราคาเป้าหมาย 5.94 บาท



สำรวจบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน

SEAFCO บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” แต่ลดราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ลง 1% เป็น 4.01 บาท เพื่อสะท้อนการปรับประมาณการกำไร แต่แนะนำ “ซื้อ” จาก 1.กำลังการตอกเสาเข็มที่สูงซึ่งจะได้รับประโยชน์สูงสุดเมื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้น (เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีส้ม) 2.ยอด backlog ที่คาดจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4/2565 และกำไรในปี 2566 3.การนำเข้าแรงงานซึ่งจะช่วยเพิ่มเพิ่มศักยภาพการรับรู้รายได้ และ 4.เชื่อว่าแนวโน้มเชิงลบในระยะสั้นสะท้อนในราคาหุ้นของบริษัทฯ แล้ว เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี


PYLON นักวิเคราะห์ค่ายเดียวกันบอกว่า แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2566 ที่ 5.94 บาท จาก 1. ราคาหุ้นปัจจุบันที่อยู่ที่ 92% ของระดับก่อน Covid-19 เทียบกับ backlog ปัจจุบันที่ 116% และประมาณการกำไรปกติปี 2566 ที่ 102% 2. คาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2/2565 เป็นต้นไป และ 3.ยอด backlog จะเพิ่มขึ้นจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีส้ม อย่างไรก็ตาม โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินหลักสามแห่ง (มูลค่า 400 ล้านบาท) ที่ล่าช้า อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อประมาณการในไตรมาส 3/2565 และ 4/2565 หากบริษัทฯ ไม่สามารถหาโครงการมูลค่า 150 ล้านบาทเพื่อทดแทนโครงการที่ล่าช้าได้



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”