SCB ครึ่งปีหลังรับปัจจัยบวก ตั้งสำรองลด-สินเชื่อเติบโต กูรูชี้ราคาหุ้นปรับฐาน “น่าเข้าสะสม”
หุ้นธนาคารกำลังอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุน หลังปัจจัยกดดันต่างๆ เริ่มคลี่คลาย ทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/65 ที่ออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และการปรับพอร์ตของกองทุนทั้งในและนอกประเทศ ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ยิ่งทำให้หุ้นธนาคารหลายตัวที่ราคาปรับตัวลงมาน่าสนใจเข้าไปสะสม
ซึ่ง SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหุ้นธนาคารยอดนิยมที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำให้เข้าลงทุน หลังกำไรไตรมาส 2/65 ออกมาตามคาด และจุดยืนด้าน Fin Tech ที่ชัดเจน รวมถึงการรุกธุรกิจใหม่อย่างสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว ด้านราคาหุ้นก็ปรับฐานจนทำให้ PBV ซื้อขายที่ 0.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2563-2564 ที่มีปัจจัยกดดันจำนวนมาก ในขณะที่ปัจจุบันปัจจัยลบต่างๆ เริ่มคลี่คลาย และมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นเข้ามาหนุน รวมถึงมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5% ด้วย
คาดปี 65 มีกำไร 4 หมื่นล้านบาท
โดยนักวิเคราะห์จากบล. เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า มองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น SCB หลังจากรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ที่ 1.0 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไม่มีผลขาดทุนจากการลงทุนอย่างที่ตลาดกังวล ส่วนราคาหุ้นร่วง 24% จากต้นปี จากความกลัวของตลาดว่าจะขาดทุนจาก mark to market จากการลงทุน SCB10x แต่ในทางตรงกันข้าม SCB มีกำไรจาก mark to market 2.7 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/65 โดย SCB เผยว่าได้จำกัดการลงทุนในเงินร่วมลงทุนที่ 110 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าต้นทุนสินเชื่อในครึ่งปีหลังจะลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากมีการตั้งสำรองเพิ่มเติม 2.5 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/65 และการเก็บเงินสดก็แตะระดับสูงสุดตั้งแต่เกิดโรคระบาดในปี 2563
นักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ระบุว่า คาดว่ากำไรไตรมาส 3/65 ของ SCB จะเติบโต 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยการเติบโตของสินเชื่อ และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ขยายตัว และการตั้งสำรองฯ ที่เบาลง ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงยังคงประมาณการกำไรปี 2565 ไว้คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงที่ 4.09 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จาก NIM ที่ขยายตัว คาด NIM อยู่ที่ 3.1% จากเดิมคาดอยู่ที่ 2.9%) ซึ่งน่าจะกลบผลกระทบจากการตั้งสำรองฯ ที่เพิ่มขึ้นได้ไม่มากก็น้อย (ปัจจุบันคาดต้นทุนสินเชื่อปี 2565 ที่ 145bps ซึ่งก่อนหน้านี้คาดอยู่ที่ 140 bps) อย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 141 บาท โดยปัจจุบันซื้อขาย ที่ PER ปี 2565 ที่ 7.7 เท่า และคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.3%
ขณะที่นักวิเคราห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2565 ของ SCB อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 52% ของประมาณการทั้งปี ฝ่ายวิเคราะห์จึงยังคาดว่ากำไรปี 2565 ของ SCB จะอยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน
เริ่มเห็นความคืบหน้าของธุรกิจใหม่
สำหรับความคืบหน้าของธุรกิจภายใต้ SCBX บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจ่ายเงินปันผลพิเศษครั้งเดียวให้กับ SCBX จำนวน 6.1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการโอนธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปรับโครงสร้างสมบูรณ์ คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 4/65 จากเดิมที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 2/65 แต่เริ่มเห็นความคืบหน้าของธุรกิจภายใต้ยานแม่อย่าง AUTOX ธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์แล้ว โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2565 มีการปล่อยสินเชื่อราว 0.5 พันล้านบาท
ส่วนประเด็นการลงทุนของ SCB10X บริษัทเปิดเผยว่า SCB10X มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 510 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท (อิงอัตราแลกเปลี่ยน ธปท. วันที่ 22 ก.ค. 65 ที่ 36.9927 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ) หรือ 0.56% ของสินทรัพย์ SCB ณ สิ้นไตรมาส 2/65 ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยนำข้อมูลบน Website ของ SCB10X มาประกอบพบว่ามีการกระจายเงินลงทุนไปยัง Start up ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fin Tech, Blockchain, Digital Health and Wellness, Internet of Things ฯลฯ รวมกันประมาณ 60 บริษัท หรือเฉลี่ยราว 314 ล้านบาทต่อบริษัท จึงคาดว่าขนาดเงินลงทุนเฉลี่ยต่อ Start up ไม่สูงมาก (Diversify) และหาก Start up ประสบความสำเร็จผ่านการระดมทุนรอบต่างๆ ย่อมเป็นผลบวกในเชิงของการวัดมูลค่าสินทรัพย์ (FVTPL : นอกจาก เงินลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ยังรวมถึงธุรกรรม FX และอนุพันธ์ต่างๆ)
ส่วนการถือครอง Digital asset ผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯส่วนใหญ่ได้มาจากการเป็น Validator node (มีหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบน Blockchain) มิใช่เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรแต่อย่างใด ขณะที่ธุรกรรมการซื้อหุ้นใน Bitkub ปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่าง Due diligence และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ด้าน NPL แม้ยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการเพราะการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (CDR) แต่การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในไตรมาส 2/65 ยังเข้มงวด เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2560 – 2562
ราคาหุ้นปรับฐาน น่าเข้าสะสม
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ชอบ SCB เพราะจุดยืนด้าน Fin tech ชัดเจนและการรุกธุรกิจใหม่ในกลุ่มสินเชื่อ High Yield หลังปรับโครงสร้างเป็นยานแม่เพื่อยกระดับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ระยะยาวสู่ 15% - 20% โดยครึ่งแรกปี 2565 อยู่ที่ 9.1% ขณะที่ Valuation น่าสนใจ หลังราคาหุ้นปรับฐาน 24% จากช่วงต้นปี เทียบกับ SET Index ที่ลบ 6% จากต้นปี (ปี 2564 SCB บวก 45% ส่วน SET Index บวก 14.4%) ทำให้ Price to Book Value ซื้อขายที่ 0.70 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2551 ที่ 1.64 เท่า ราว 1.5 SD และ ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย PBV ปี 2563 (0.66 เท่า) ที่เกิด Pandemic, งดจ่ายปันผลระหว่างกาล และดอกเบี้ยนโยบายลดจาก 1.5% ณ สิ้นปี 2562 เหลือ 0.5% ในปี 2563 อีกทั้งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV ปี 2564 ที่ 0.87 เท่า ซึ่งเกิด Covid--19 ในไทย ตรงข้ามกับสภาวะปัจจุบันที่ปัจจัยกดดันผ่อนคลายกว่าปี 2563 – 2564 และทิศทางอัตราดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น นอกจากนี้ PER ซื้อขาย 8.5 เท่า ถือว่าไม่แพง พร้อมคาด Div Yield ราว 4.6% ต่อปี จึงคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 140 บาท

