BAM ระยะยาวแนวโน้มธุรกิจดี แนะนำนักลงทุนมือใหม่ทยอย DCA ลุ้นสิ้นปีมีปันผล ให้อัตราตอบแทน 5%
บางครั้งนักลงทุนมือใหม่ก็อยากเข้าลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงหรือทำธุรกิจยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้การลงทุนครั้งแรกอาจต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นการค้นหาหุ้นที่มีแนวโน้มธุรกิจเติบโต ในขณะที่ราคาหุ้นยัง Laggard จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่ง BAM หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหุ้นที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำให้ลงทุน ตามแนวโน้มไตรมาส 2/65 ที่ฟื้นตัว จากการเก็บเงินสดและการขายการขายทรัพย์สินรอขาย (NPA) ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาก็ปรับตัวลงกว่า 20% จึงเป็นโอกาสเหมาะที่นักลงทุนมือใหม่จะเข้าลงทุน BAM เป็น “หุ้นตัวแรก”
BAM หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายขนาดใหญ่ของไทย โดยไตรมาส 1/65 บริษัทมีกำไรสุทธิ 311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.91% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 68% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ระบุว่า คาดการเรียกเก็บเงินจะเร่งตัวขึ้นในครึ่งหลังของปี 2565 สอดคล้องไปกับปัจจัยทางฤดูกาลของอุตสาหกรรมการจัดการสินทรัพย์ โดยปัจจัยหนุนได้แก่ ความต้องการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพปานกลางและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกที่มีปัญหา บางอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวแรงกว่ากลุ่มอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยจะยังคงฟื้นตัวจากผลกระทบของ Covid-19 (แม้จะอยู่ในช่วงอัตราเงินเฟ้อสูง) แม้บนสมมุติฐานที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ประมาณการการเติบโต real GDP ของทางธปท. ยังคงอยู่ที่ 3.2% ในปี 2565 และ 4.2% ในปี 2566 ดังนั้นอุปสงค์ต่อ NPA จึงน่าจะเพิ่มขึ้นและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่มีปัญหาน่าจะปรับตัวดีขึ้น
ในระยะสั้น คาด BAM จะมีการให้ราคาโปรโมชั่นสำหรับ NPA เพื่อที่จะกระตุ้นยอดขาย โดยคาดน่าจะปรับลดราคาลงราว 10% และการอัดโฆษณาอสั่งหาฯเพื่อขายในเชิงรุกบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงที่มากขึ้น ขณะที่ระยะยาว BAM จะจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุนขึ้นกับธนาคารพาณิชย์ และหน่วยธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกัน ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าหน่วยธุรกิจสินเชื่อไม่มีหลักประกันจะสามารถสร้างกำไรได้ตั้งแต่แรกที่ดำเนินการ เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าซื้อ เนื่องจากหน่วยดังกล่าวจะเริ่มด้วยการชำระหนี้ที่ BAM ได้ยึดไปและขายหลักประกัน (ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน) แต่ราคาขายของหนี้เสีย (NPL) จะต่ำกว่าเงินต้นของเงินกู้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดต้นทุนทางการเงินของ BAM จะปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น เนื่องจาก 70-80% ของเงินกู้ของบริษัทมีอัตราดอกเบี้ยที่คงที่ อย่างไรก็ตาม คาด BAM จะมีกำไรปี 2565 ที่ 3,144 ล้านบาท เติบโต 21% จากปี 2564 แม้อยู่ในช่วงอัตราเงินเฟ่อสูง หนุนมาจากการเก็บเงินและการขาย NPA ที่ขยายตัวขึ้น นอกจากนี้มูลค่าหุ้นยังคงถูก โดยซื้อขายบน PER ปี 2565 เพียง 18 เท่า จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 24.10 บาท
ราคาหุ้นไม่แพง เหมาะลงทุนระยะยาว
ส่วนประเด็นที่ BAM เหมาะจะเป็น “หุ้นตัวแรก” ในการเริ่มต้นทุนหรือไม่นั้น คุณอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้มุมมองว่า เหมาะมากที่จะเข้าลงทุน BAM เป็นหุ้นตัวแรก เนื่องจากราคาหุ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลงมากว่า 20% แม้จะมีปัจจัยลบอย่างต้นทุนทางการเงินที่อาจสูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงเข้ามากดดัน แต่ระยะยาวการเข้าลงทุนใน BAM ก็ยังดี จากสินทรัพย์ที่มีอยู่จำนวนมาก โดยเฉลี่ยระยะเวลาเก็บเงินภายหลังจากซื้อสินทรัพย์ของ BAM อยู่ที่ราว 7 ปี จึงจะได้ผลตอบแทนกลับมา หากนักลงทุนต้องการลงทุนระยะยาวหรือการออมหุ้น (DCA) หุ้น BAM ถือว่าตอบโจทย์
โดยบล.ทิสโก้ ประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 25 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างมาก นอกจากนี้ BAM ยังเป็นหุ้นที่มีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ค่อนข้างดี ประเมินปี 2565-2566 มี Dividend Yield ที่ 5% และ 6% ตามลำดับ
ขณะที่การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารพาณิชย์นั้น เราอยู่ระหว่างติดตามพัฒนาการ คาดว่าอยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารพาณิชย์บางแห่ง หากดีลสำเร็จอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นระยะสั้นได้

