STA โชว์ 6 เดือนแรกดันกำลังการผลิต 70 % เอเซีย พลัส ชี้ปรับฐานมากไป เหมาะลงทุนระยะยาว
นาย วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า บริษัทยังมั่นใจจะบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ บริษัทรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 70% ของกำลังการผลิตติดตั้งรวม
ผลดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทเร่งเครื่องขยายกำลังการผลิตน้ำยางข้นอีก 2 แห่ง ที่โรงงานจังหวัดนราธิวาสและสุราษฎร์ธานีตามแผน ทั้งนี้บริษัทมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งอุตสาหกรรมยางในตลาดโลกเป็น 12%
พร้อมตอกย้ำฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 1/2565 มีอัตราหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพียง 0.44 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความสามารถเข้าถึงแหล่งเงินที่มีต้นทุนต่ำ จากการได้รับอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิไม่มีหลักประกันชุดใหม่ วงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาท ที่ระดับ A แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ จากทริสเรทติ้งอีกด้วย
บล.เอเซียพลัส : ให้มุมมองกับSTA แนะนำ ซื้อ Fair value 28 บาท โดยมองว่า การปรับฐานไปมาก แนะนำลงทุนระยะกลางถึงยาว
คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาสที่ 2 จะลดลงต่อเนื่อง 27% จากไตรมาสก่อน และ 78% จากปีก่อน จากแนวโน้มธุรกิจถุงมือยางและยางพาราอ่อนตัวลง จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางและยางพาราปรับลดลง ขณะที่ค่าขนส่งยังทรงตัวสูงใกล้เคียงงวดก่อน
คาดกำไรสุทธิปี2565 จะปรับลดลงถึง 75% จากปีก่อน ปัจจัยกดดันหลักๆจากธุรกิจถุงมือยางปรับลดลงแรง ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าธุรกิจยางพาราฟื้นตัวไปได้ทั้งหมด โดยในเบื้องต้นคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาสที่ 3 จะทรงตัวใกล้เคียงงวดไตรมาสที่ 2 ทั้งนี้ราคาหุ้นปรับฐานไปกว่า 34% นับตั้งแต่ต้นปี 2565 จนมี PBV ปี 2565 เพียง 0.6 เท่า และ PER ที่ 8 เท่า นอกจากนี้ ยังสามารถคาดหวัง Div yields ได้กว่า 5% จึงยังแนะนำซื้อ
ธุรกิจหลักอ่อนตัวลงในงวดไตรมาสที่ 2
คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาสที่ 2 เท่ากับ 1.1 พันล้านบาท ลดลง 27.4% จากไตรมาสก่อน และ 78.3% จากปีก่อน มีปัจจัยกดดันจาก 1) ธุรกิจถุงมือยาง (25% ของรายได้รวม) ปรับลดลงต่อเนื่อง จากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางเฉลี่ยงวดไตรมาส 2 ปรับลดลงต่อเนื่องอีก 7.0% จากไตรมาสก่อน และ 63.1% จากปีก่อน มาที่ 0.84 บาท/ชิ้น ขณะที่คาดปริมาณขายถุงมือยางงวดไตรมาส 2 จะปรับลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อน (แต่เพิ่มขึ้น 36.5% จากปีก่อน ) มาที่ 7.8 พันล้านชิ้น
และ 2) ธุรกิจยางพารา (75% ของรายได้รวม) จะอ่อนตัวลง จากแนวโน้มประสิทธิภาพการทำกำไรธุรกิจยางพาราอ่อนตัวลงบ้าง จากแนวโน้มราคายางแท่งโลกอ้างอิงตลาด SICOM เฉลี่ยงวดไตรมาส 2 ปรับลดลง 6.5%จากไตรมาสก่อน (และทรงตัวจากงวดไตรมาสที่2 ปี 64 ) มาที่ 1.65 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ขณะที่คาดปริมาณขายยางพารางวด ไตรมาสที่ 2 ของ STA อยู่ที่ 3.6 แสนตัน เพิ่มขึ้น 3.2% ไตรมาสก่อน และ 15.5% จากปีก่อน
โดยรวมแล้ว คาดการณ์กำไรสุทธิงวดครึ่งปีแรก เท่ากับ 2.6 พันล้านบาท ลดลงถึง 76.3% จากปีก่อน คิดเป็น 66% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2565 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้
ธุรกิจถุงมือยาง กดดันแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2565
คงประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2565 จะลดลงถึง 75.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากธุรกิจถุงมือยางอ่อนตัวลง ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางปรับลดลง จากแนวโน้มสถานการณ์โควิดทั่วโลกทยอยคลี่คลายดีขึ้น และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานถุงมือยางทั่วโลก ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่จะฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หนุนแนวโน้มปริมาณขายยางพาราเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเบื้องต้น คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาสที่ 3 จะทรงตัวใกล้เคียงงวดไตรมาส 2 จากแนวโน้มธุรกิจยางพาราและถุงมือยางค่อนข้างทรงตัวจากงวดไตรมาสที่ 2
แนะนำซื้อระยะกลางถึงยาว
กำหนด Fair value ปี 2565 เท่ากับ 28 บาท อิงวิธี SOTP ราคาหุ้นปรับฐานไปกว่า 34% ตั้งแต่ต้นปี 2565 จนราคาหุ้นมี PBV ปี 2565 เพียง 0.6 เท่า และ PER ปี 2565 ที่ 8 เท่า อีกทั้งยังสามารถคาดหวัง Div yields ได้กว่า 5% ต่อปี จึงยังแนะนำ ซื้อ
