ถอดกลยุทธ์เทรดหุ้น SCGP ที่ -20.94%จากต้นปี มีอยู่ "ถือ" ต่อได้ แถมเป็นโอกาสซื้อรับข่าวดีงบครึ่งหลังฟื้น
หุ้น SCGP หรือ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจของมหาชนได้อย่างเต็มปาก ด้วยการประกอบธุรกิจและความเป็นหนึ่งธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค
แต่ในด้านของราคาหุ้นนั้น อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างการประกอบธุรกิจมากนัก สะท้อนจากราคาหุ้นที่มีการปรับตัวลดลงมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2565 กว่า 20.94% จนราคามาอยู่ที่ 54.75 บาท ซึ่งในวันเดียวกันหรือวันที่ 4 สิงหาคม ราคาหุ้นก็ได้เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญหรือกว่า 5% ภายใน 1 วัน ทำให้นักลงทุนต่างก็ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นและเป็นโอกาสการลงทุนครั้งใหม่หรือไม่ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงขอพานักลงทุนและผู้อ่านไปหาคำตอบ
โดย นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้คำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับนักลงทุนที่สนใจ ส่วนนักลงทุนที่มีการลงทุนอยู่ก่อนก็ยังสามารถถือต่อได้ แต่ก็ได้มีการปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 65 บาท เพื่อให้เหมาะสมกับผลการดำเนินงานในปีนี้
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นจากครึ่งปีแรกและช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่จะลดลงตามน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง และการฟื้นตัวของความต้องการในกลุ่มลูกค้าประเทศจีน ที่ได้มีการคลายล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ ซึ่งจะทำให้ราคาขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Packaging Paper ในเวียดนามฟื้นตัวหนุนอัตรากำไรขั้นต้นรวมให้ขยายตัว
ถัดมาเป็นบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีราคาเป้าหมายที่ 66.00 บาท เนื่องจากยังมั่นใจว่ากำไรของบริษัทได้ผ่านจุดต่ำไปแล้วในครึ่งปีแรก จึงเป็นโอกาสดีแนะนำเข้าให้สะสมจากประเด็นการเติบโตของธุรกิจหลักที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลังและหลังจากนี้ รวมกับอัพไซต์จากโอกาสในการทำดีล M&P ใหม่
ซึ่งทางบริษัทได้ให้มุมมองกับนักวิเคราะห์ถึงการปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้เป็น 1.50 แสนล้านบาทหรือสูงกว่าประมาณการของเราอยู่ 7% แต่ผู้บริหารเน้นย้ำถึงความกังวลต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้นและอาจสูงต่อเนื่องในไตรมาส 3/65 จากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
แต่เราคาดว่ากำไรจะปรับดีขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่ไตรมาส 3/65 หนุนจากทิศทางในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ดีขึ้นบวกกับอุปสงค์ต่อปริมาณจากตลาดในและนอกประเทศที่ปรับดีขึ้น ราคาเยื่อกระดาษที่สูงและทิศทางกระดาษรีไซเคิลที่ลดลงจากต้นทุนขนส่งที่ลดลง และอุปสงค์สะสมในจีนที่อาจช่วยเป็นกันชนต่ออัตรากำไรได้
