สรุปงบ 3 หุ้นใหญ่กลุ่มลีสซิ่ง TIDLOR เด่นสุด! กำไรพุ่งไม่หยุด-ตั้งสำรองแข็งแกร่ง
หุ้นกลุ่มลีสซิ่งเป็นอีกกลุ่มที่ถูกจับตามองว่าผลประกอบการไตรมาส 2/65 จะออกมาเป็นอย่างไร ท่ามกลางปัจจัยกดดันมากมาย ทั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทางการเงินปรับขึ้นตามไปด้วย และภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพของครัวเรือนสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวมงบไตรมาส 2/65 ของหุ้นใหญ่ในกลุ่มลีสซิ่ง 3 ตัว ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR มาฝากนักลงทุน มาดูกันว่ากำไรสุทธิของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร และแนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 3/65 จะเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
TIDLOR เด่นสุดในกลุ่มลีสซิ่ง
โดยเริ่มที่ TIDLOR หรือ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) บริษัทที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นและถูกยกให้เป็น Top Picks ในกลุ่ม Consumer Finance โดยไตรมาส 2/65 บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 981 ล้านบาท ซึ่งนักวิเคราะห์จากบล.โนมูระ พัฒนะสิน ระบุว่า ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด กำไรเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาส 2/64 และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาส 1/65 เพราะรายได้ดอกเบี้ย (NII) เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันปีก่อนและ 8% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการเติบโตของสินเชื่อรวม จากการออกผลิตภัณฑ์บัตรติดล้อในกลุ่มรถยนต์และจักรยานยนต์ การทำโปรโมชั่นรถบรรทุกคิดอัตราดอกเบี้ย 0.46% ต่อเดือน และการขยายสาขาเพิ่ม 96 สาขา รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าขายประกัน ซึ่งภาพรวมกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2565 คิดเป็น 47% ของกำไรสุทธิปีนี้ที่ฝ่ายวิจัยคาดที่ 4,051 ล้านบาท หรือเติบโต 28% จากปีก่อน
ส่วนแนวโน้มการกำไรในไตรมาส 3/65 ฝ่ายวิจัยคาดจะเติบโตทั้งจากไตรมาส 3/64 และไตรมาส 2/65 ต่อเนื่อง จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม และการเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมนายหน้าขายประกัน โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายปี 2566 เป็น 42 บาท จากเดิม 41 บาท และยังคงเลือก TIDLOR เป็น Top Pick ของกลุ่ม Consumer Finance เพราะกำไรสุทธิปีนี้คาดจะอยู่ที่ 4,051 ล้านบาท เติบโต 28% เด่นที่สุดในกลุ่ม และคุณภาพสินทรัพย์และความเพียงพอในการตั้งสำรองต่อพอร์ตอยู่ในเกณฑ์ดีมาก รวมถึงยังมีการเติบโตไปยังธุรกิจประกันซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ อีกทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาธุรกิจใหม่ ปัจจุบันได้เริ่มทำสินเชื่อจำนำทะเบียนที่ดิน และคาดว่าจะเห็นการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง
SAWAD ต้นทุนการดำเนินสูงขึ้น
ถัดมา SAWAD หรือ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ที่ 1.04 พันล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาส 2/64 แต่ทรงตัวจากไตรมาส 1/65 ซึ่งนักวิเคราะห์จากบล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า เป็นไปตามตลาดคาด โดยเป็นผลของ 1.รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 11% จากไตรมาสก่อนหน้า จากสินเชื่อกลับมาขยายตัวในระดับสูง ซึ่งมาจากสินเชื่อเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ขยายตัวเพียง 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (ต่ำกว่าเป้าบริษัทที่ 20-30% ) และเริ่มเห็นสัญญาณ Ioan yield เพิ่มขึ้นเป็น 18.2% จากไตรมาส 1/65 ที่ 18.0%, 2. ส่วนแบ่งกำไรจาก FM พลิกกลับมารับรู้เป็นกำไรที่ 15 ล้านบาท จากไตรมาส 1/65 รับรู้ขาดทุน 6 ล้านบาท), 3. NPL ปรับตัวลงเป็น 2.8% (ไตรมาส 2/64 ที่ 4.7% และไตรมาส 1/65 ที่ 3.4%) จากการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อใหม่แบบ aggressive มากขึ้น อย่างไรก็ตาม 4. cost to income เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงที่ 43% (ไตรมาส 2/64 ที่ 35% และไตรมาส 1/65 ที่42%) จากค่าใช้จ่ายการตลาดและสาขาที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสูง และ 5. ค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 31 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทยังคงนโยบาย Coverage ratio (ไม่รวมธุรกิจ AMC) ที่ต่ำ โดยลดลงเป็น 46% (ไตรมาส 2/64 ที่ 52% และไตรมาส 1/65 ที่ 39%)
ส่วนแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 3/65 และไตรมาส 4/65 บล.โนมูระ พัฒนะสิน คาดจะเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะเดียวกันบล.ดาโอ (ประเทศไทย) แนะนำเพียง ถือ SAWAD จากความเสี่ยงจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ทั้ง cost to income ที่จะยังอยู่ในระดับสูง ตามการขยายสินเชื่อเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด, Ian yield ที่ทรงตัวในระดับต่ำและมีความเสี่ยงจากการเข้าควบคุมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของ ธปท. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการ Hearing ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 2/66
MTC สินเชื่อเติบโตดี แต่ต้นทุนที่สูงขึ้น
และสุดท้าย MTC หรือ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/65 ที่ 1.38 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาส 2/64 แต่ทรงตัวจากไตรมาส 1/65 โดยนักวิเคราะห์จากบล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/65 ที่ออกมาเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) และต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้น สินเชื่อเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 36% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนเป็น 1.07 แสนล้านบาท ขณะที่ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง 20bp จากไตรมาส 1/65 เป็น 15.3% จากผลตอบแทนเงินกู้ที่ลดลง และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิ (Non-NII) ลดลง 2% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากค่าธรรมเนียมการจัดเก็บหนี้ใหม่ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Opex) เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากค่าใช้จ่ายในการขยายสาขา ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงเป็น 45.7% ในไตรมาส 2/65 จาก 48.9% ในไตรมาส 2/64 ทั้งนี้ MTC เพิ่มจำนวนสาขาเป็น 6,475 สาขา เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นเงินสำรองกำไรดำเนินงานล่วงหน้า (PPoP) เพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาส 2/64 และ 19% จากไตรมาส 1/65 ในแง่ลบ อัตราส่วน NPL เพิ่มขึ้น 30bp จากไตรมาส 1/65 เป็น 1.97% ขณะที่ต้นทุนสินเชื่ออยู่ที่ 205bp ในไตรมาส 2/65 เทียบกับ 73bp ในไตรมาส 2/64
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้นักวิเคราะห์จากบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส คาดว่าจะเห็นการเติบโตจากไตรมาสก่อนหน้า โดยมาจากการขยายตัวของสินเชื่อ และบริหารค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้ดีขึ้น ส่วนคำแนะนำการลงทุน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงแนะนำ ซื้อ แต่ลดราคาเป้าหมายลงจาก 58 บาท เหลือ 55 บาท (P/BV ปี 65 ที่ 3.9 เท่า, P/E 21 เท่า และ ROE ระยะยาว 21.9%)

