Official Update :

เจาะอนาคต OSP - CBG สองผู้เล่นรายใหญ่แห่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ปี 2565 ใครจะเติบโตมากกว่ากัน!!

ก่อนหน้าสองผู้เล่นใหญ่ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง OSP และ CBG ต่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาอะลูมิเนียมและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ทำให้แต่ละบริษัทต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตและชดเชยต้นทุนที่ปรับขึ้น เช่น การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการปรับขึ้นราคาสินค้า เป็นต้น ซึ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 นักวิเคราะห์ประเมินว่าแรงกดดันจากต้นทุนเริ่มคลี่คลาย ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศและต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว ช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีปรับตัวดีขึ้น ดังนั้น Wealthy Thai จึงมีคาดการณ์การเติบโตและแนวโน้มการดำเนินงานของ OSP และ CBG มาฝากนักลงทุน มาดูกันว่าในปี 2565 สองผู้เล่นรายใหญ่แห่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ใครจะเติบโตมากกว่ากัน


สำหรับ OSP หรือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กำไรในไตรมาส 2/65 อยู่ที่ 604 ล้านบาท ลดลง 19.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 26.4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งต่ำสุดในรอบ 16 ไตรมาส อีกทั้งสัดส่วนการตลาดของเครื่องดื่มชูกำลังก็ลดลง จากการปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ ซึ่งนักวิเคราะห์จากบล.บัวหลวง ระบุถึงแนวโน้มการเติบโตของ OSP ว่า เชื่อว่าความกังวลของตลาดเกี่ยวกับส่วนแบ่งการตลาดเครื่องดื่มชูกำลังและยอดขายที่ลดลงของ OSP จะยังคงมีอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2565 โดยผู้บริหารคาดว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในไตรมาส 3/65 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/65 แต่ฝ่ายวิจัยยังคงไม่ปักใจเชื่อ จึงปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นและปรับพิ่มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ทำให้ประมาณการกำไรปรับลง 9% ในปี 2565 และ 3% ในปี 2566 ฝ่ายวิจัยจึงยังคงราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 38 บาท และคงคำแนะนำ "ซื้อ" อิงจาก PER ปี 2565 ที่ระดับไม่แพงที่ 35 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 ปีที่ 1.6 เท่า) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 3.8%


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย OSP ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/65 ไปแล้ว และจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดการเติบโตของกำไรสุทธิในไตรมาส 3/65 ที่ 12% จากไตรมาส 3/64 และ 5% จากไตรมาส 2/65 หนุนโดยยอดขายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว การรับจ้างผลิต และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น เมื่อมองไปยังไตรมาส 4/65 ฝ่ายวิจัยคาดรายได้และอัตรากำไรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากการประหยัดต้นทุนจากโครงการขวดแก้วบางและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง


ขณะที่ CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บล.บัวหลวง ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/65 ของ CBG เป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด โดยรายงานกำไรหลักที่ 742 ล้านบาท เทียบกับกำไรหลัก 967 ล้านบาทในไตรมาส 2/64 และ 660 ล้านบาทในไตรมาส 1/65 โดยแนวโน้มไตรมาส 3/65 คาดกำไรจะเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังที่เพิ่มขึ้น (การสร้างส่วนแบ่งตลาด) การฟื้นตัวของการส่งออก และแรงกดดันด้านต้นทุนที่คลี่คลาย นอกจากนี้อาจมีรายได้เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในครึ่งหลังของปี 2565


ทั้งนี้ CBG ยังเป็นหุ้นที่ดีที่สุดทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดย PER ปัจจุบันอยู่ที่ 36.8เท่า (เท่ากับค่าเฉลี่ยแปดปี) เทียบกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ดังนั้น จึงแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 135 บาท



ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้