ส่องอนาคต และการเติบโต 7 หุ้นในกลุ่ม PTT ในจังหวะที่ราคาพลังงานโลกเป็นขาขึ้น
ในช่วงจังหวะที่ราคาพลังงานของโลกไม่ว่าจะเป็นทั้งราคาน้ำมันดิบราคาก๊าซธรรมชาติ หรือราคาถ่านหินที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าราคาพลังงานที่ผันผวนสาเหตุเป็นเพราะสงครามที่เกิดขึ้นจากรัสเซีย กับยูเครน ขณะเดียวกันสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นของโลกหลังสถานการณ์Covid-19 คลี่คลายแล้ว
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มพลังงานของไทยที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PTT กลุ่มบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยธุรกิจของกลุ่ม PTT ครอบคลุมไปตั้งแต่พลังงานต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสำรวจและผลิต โรงกลั่น โรงแยกก๊าซ ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงธุรกิจโรงไฟฟ้า
Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจส่องอนาคต และโอกาสในการเติบโตของแต่ละธุรกิจของกลุ่ม PTT ภายใต้ธุรกิจหลักของบริษัทในเครือว่าอนาคต และเป้าหมายการเติบโต รวมถึงความน่าสนใจ และคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ที่มีต่อหุ้นในกลุ่มเครือ PTT อย่างไรกันบ้าง
เริ่มที่ PTT บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าเบื้องต้นคงประมาณการปี 2565 โดยคาดกำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 6.5% จากปีก่อนโดยคาดธุรกิจปิโตรเลียมทั้งน้ำมัน ก๊าซฯและโรงกลั่น จะช่วยประคองกำไร หักล้างกับธุรกิจปิโตรเคมีที่คาดจะมีผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลง

โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 52.0 บาทต่อหุ้น แนะนำซื้อลงทุนระยะยาวจากกำไรที่แข็งแกร่งจากการเป็น holding company อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นถือว่า laggard กลุ่มฯและราคาน้ำมันอยู่มาก รวมถึงมีการจ่ายปันผลในระดับที่ดี Dividend Yield กว่า 5% ต่อปี
ขณะที่ PTTEP บล.ดาโอ รายงานในบทวิเคราะห์ว่ายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ปี 66 ที่ 200 บาท ทั้งนี้จะเห็นแนวโน้มกำไรที่ดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยจะเห็นปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/65 จากการรับรู้ โครงการ (เอราวัณ) ขณะที่ราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยดีขึ้นจาก (lagged effect) ต่อแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในช่วงครึ่งแรกของปี 65 อีกทั้งราคาน้ำมันดิบจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4/65 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในประเทศตะวันตก

สำหรับ PTTGC มุมมองจากบล.เอเชีย เวลท์ รายงานว่า กำไรปกติ ยังคงอ่อนแอ จากค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลง โดยค่าการกลั่นสิงคโปร์ไตรมาส 3/65เฉลี่ย อยู่ที่ 8.7เหรียญต่อบาร์เรล ลดลง 59% จากไตรมาส 2/65 ด้านราคาและส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังคงอ่อนแอ ทั้งกลุ่มอะโรเมติกส์ และโอเลฟินส์

ประเมินกำไรสุทธิปี 2565 ไว้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 64% จากปีก่อน แต่ปี 2566 กำไรสุทธิจะอยู่ที่2.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.5% จากปี 65 ทิศทางผลประกอบการในปี 2566 ขณะที่เราคาดหมายจะเห็นการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ส่วน IRPC นักวิเคราะห์มองว่า ไตรมาส 3/65 แม้อาจบันทึกกำไรอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงหลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลง รวมทั้งความต้องการใช้ปิโตรเคมีจะฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาลที่มักสูงขึ้นช่วงปลายไตรมาส 3 เพื่อรองรับการผลิตสินค้าช่วงปลายปี มองข้ามไปไตรมาส 4/65 ผลประกอบการจะลดลงเพราะมีแผนปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่นเป็นเวลากว่า 1 เดือนคงมุมมองเป็นกลางต่อ IRPC ประเมินราคาเหมาะสม 3.50 บาท และคำแนะนำเพียง TRADING

ด้าน TOP บล.โนมูระ พัฒนสิน คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 85 บาทและคงเป็น Top pick คงมุมมอง ครึ่งปีหลังแม้กำไรปกติจะลดลงกว่าครึ่งแรก ตาม spread ปิโตรเลียมที่ทยอยกลับสู่ระดับปกติ แต่โตจากช่วงปีก่อน เพราะค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับสูง ระยะยาวโครงการ CFP ส่งให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่งและแรงหนุนของส่วนแบ่งกำไรฯ CAP ดีขึ้น

ในมุมพื้นฐานของ GPSC บล.บัวหลวง ระบุว่า ผลประกอบการของ GPSC มีแนวโน้มฟื้นตัวจากครึ่งปีแรกเพราะการปรับขึ้นค่า Ft สะท้อนต้นทุนก๊าซมากขึ้น และการกลับมาดำเนินการของ Glow Energy Phase 5 รวมถึงกำไรพิเศษจากเงินประกันของ Glow Energy Phase 5 อีกทั้งผลประกอบการของ XPCL ที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามเรายังคงมุมมองเดิมว่าไตรมาสที่แย่ที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ปิดท้ายกันที่ OR ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 65-66 ขึ้น 39.0% และ 22.5% จากเดิมมาอยู่ราว 1.8 หมื่นล้านบาท และ 1.7 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตร ที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงครึ่งแรกของปีมาอยู่ที่ราว 1.38 บาท/ลิตร หนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูง ภายใต้ประมาณการใหม่ ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานปี 65 อยู่ที่ 29 บาท ภาพใหญ่ปี 65 เห็นการเติบโตของกำไรขึ้นกว่า 55%จากปีก่อน

