ผ่าแนวคิด... ตรึงค่าเงินบาทที่ 35 บาทต่อดอลลาร์เป็นไปได้หรือไม่ อะไร คือ ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ
จากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนนายกฯ มีความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และกำชับให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เร่งหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประคับประคองให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะกังวลว่าค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเหมือนในอดีตนั้น สามารถทำได้หรือไม่ และหาก ธปท. มีการแทรกแซงค่าเงินบาทจริงจะเกิดผลกระทบอะไรตามมา
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) ให้ความเห็นกับ Wealthy Thai ว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมาจากการขาดรายได้หลักในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช้ากว่าประเทศอื่นๆ และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ความสนใจในเงินบาทน้อยลง ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
แต่การอ่อนค่าของเงินบาทมีทั้งฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ โดยฝ่ายที่ได้ประโยชย์คือภาคการส่งออก จากความสมารถในการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้ช่วงที่ผ่านมายังเห็นการขยายตัวของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวก็ได้รับผลบวกเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวสามารถแปลงสกุลเงินเป็นเงินบาทได้มากขึ้น ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าจึงช่วยสนัยสนุนความสามารถในการแข่งขันของทั้ง 2 กลุ่มให้ดีขึ้น
ในทางกลับกันฝ่ายที่เสียประโยชน์คือ กลุ่มที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้การใช้เงินบาทสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือน ซึ่งภาครัฐอาจเป็นกังวลในส่วนนี้ ดังนั้นการหามาตรการเพื่อมาประคับประคองให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ก็จะช่วยลดภาระการนำเข้าสินค้าลงไปได้ ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าจึงมีทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เพียงแต่วันนี้กลุ่มที่เสียประโยชน์อาจมีจำนวนมากกว่า
สำหรับประเด็นที่ ธปท. สามารถประคับประคองค่าเงินให้อยู่ที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้หรือไม่นั้น มองว่าทำได้ แต่อาจต้องกลับไปใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศในการป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ควบคู่ไปกับการออกมาตรการที่หลากหลายในการจำกัดธุรกรรมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้
แต่มองว่าอาจส่งผลดีระยะสั้น ส่วนระยะยาวน่าเป็นห่วง เพราะสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์พอใจน่าจะเป็นการเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากกว่า วันนี้หากค่าเงินบาทอ่อนค่าจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ตามการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในขณะที่ไทยยังไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอกเป็นหลัก และไทยยังเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านอยู่
หากอยากประคับประคองค่าเงินบาท ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ คือ การใช้กลไกด้านดอกเบี้ย และสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว เพราะหากเราบิดเบือนค่าเงิน หรือทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า แม้จะเกิดประโยชน์กับภาคครัวเรือนจากการนำเข้าสินค้าที่ถูกลง แต่อาจเกิดความกังวลในเรื่องของการโดนโจมตีค่าเงิน มีต่างชาติเข้ามาเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ ธปท. ต้องนำมาปกป้องค่าเงินหายไปมากขึ้น
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเข้าแทรกแซงดูแลค่าเงินบาทมาโดยตลอดอยู่แล้ว และมองว่าคงไม่สามารถเข้าไปกำหนดได้ว่าจะให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของกลไกตลาด หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ภาครัฐกำลังจะสื่อว่าหากเงินบาทอ่อนค่าจะมีผลต่อการนำเข้าสินค้า
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ธปท.จะสามารถแก้ไขได้ส่วนหนึ่งคือการเร่งขึ้นดอกเบี้ยตามขึ้นไปให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะสมกับอัตรารดอกเบี้ยในตลาดหุ้นอื่นทั่วโลก
ขณะเดียวกันมองว่าค่าเงินบาทของไทยที่อยู่ในระดับ 37 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐนั้นมองว่า ถือเป็นระดับที่อ่อนค่าไม่ได้มากจนเกินไปหากเทียบกับในกลุ่มประเทศเอเชียอย่างไต้หวันและเกาหลี ที่ในช่วงปีนี้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่ามากกว่าระดับ 20% เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
