เบทาโกร อาณาจักรอาหารสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน จะเติบโตมากแค่ไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า
บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ (“เบทาโกร” หรือ “BTG”) ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในธุรกิจอาหารชั้นนำระดับสากล เป็นธุรกิจที่อยู่มายาวนานกว่า 55 ปี ซึ่งการทำธุรกิจของเบทาโกรในช่วงที่ผ่านมานั้นประสบความสำเร็จในด้านการเป็นผู้นำในธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแบบครบวงจร และเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศไทย ที่ไม่มีใครจะไม่รู้จักยักษ์ใหญ่รายนี้
การเติบโตที่ผ่านมาของเบทาโกร อยู่ในระดับที่ดีมากโดยในปี 2564 มีรายได้รวม 86,743.7 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 75,188.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7.4 % ต่อปี ในขณะที่ผลงาน ครึ่งปีแรกของปี 2565
รายได้รวมอยู่ที่ 54,193.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
กำไรสุทธิอยู่ที่ 3,892.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 233.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 มาจากกลุ่มธุรกิจอาหารและโปรตีน เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ฯลฯ 68.4% กลุ่มธุรกิจเกษตร 24.6% กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ 5.2% และกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง 1.8%
ปัจจุบัน เบทาโกรกำลังอยู่ในก้าวสำคัญในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การที่ผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศจะเข้าระดมทุนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาและเป็นการต่อยอดธุรกิจจากความเชี่ยวชาญ ซึ่งการเข้าระดมทุนครั้งนี้ เหมือนเป็นการวางโรดแมปของเบทาโกรสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สำหรับการขยายและต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเปลี่ยนเบทาโกรให้เป็นผู้เล่นด้านอาหารรายใหญ่ระดับสากลอย่างเต็มกำลัง
ต่อยอดธุรกิจจากแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
ธุรกิจอาหารและนวัตกรรมด้านอาหารกำลังก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน และเบทาโกรมีความแข็งแกร่งและได้เปรียบในการสร้างความโดดเด่นที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงไปยังผู้บริโภค ทำให้ในยุคถัดไปของการเติบโต เบทาโกรจะโฟกัสในธุรกิจอาหารและโปรตีน ซึ่งเป็นธุรกิจขั้นปลายน้ำที่จะเป็นการเติมเต็มพอร์ตธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร
ซึ่งที่ผ่านมาเบทาโกรใช้นวัตกรรมในการสร้างการเติบโตในกลุ่มอาหารและโปรตีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เบทาโกรได้รับผลดีจากการเติบโตอย่างมาก และบริษัทมีแผนการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน มุ่งเน้นที่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อรองรับการเติบโต
หัวใจสำคัญที่ช่วยการเติบโต คือ การใช้แบรนด์สินค้าที่มีอยู่ ทั้ง BETAGRO, S-Pure และ ITOHAM ที่มีจุดเด่นทั้งในด้านคุณภาพสินค้าที่ดีกว่าและความปลอดภัยที่สูงกว่า ภายใต้มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารซึ่งอยู่ในกลุ่มระดับสูงที่สุดของอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยเบทาโกรมีความได้เปรียบด้วยช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและสามารถเข้าถึงลูกค้า ทั้ง B2B และ B2C ผ่านช่องทางการค้าปลีกแบบสมัยใหม่ ผู้ให้บริการด้านอาหาร ช่องทางการส่งออก ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม ช่องทางอุตสาหกรรม รวมถึงช่องทางจัดจำหน่ายของเบทาโกร เช่น สาขาเบทาโกร ร้านเบทาโกรช็อป ร้านเบทาโกรเดลี และร้านเนื้อสัตว์อนามัย โดยบริษัท ตั้งเป้าหมายที่จะขยายจำนวนร้านเนื้อสัตว์อนามัยให้ถึง 1,000 ร้านภายในปี 2565และจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 แห่งภายในปี 2573 จากเดิม 739 ร้าน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565
นอกจากจะรักษาความยิ่งใหญ่ในธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เบทาโกรยังโฟกัสไปยังกลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงที่ในยุคปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนกับสมาชิกในครอบครัวและยอมจ่ายให้เพื่อนตัวน้อยได้อาหารและความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ทำให้เทรนด์ของอาหารสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมากในอนาคต
เบทาโกร จึงให้ความสนใจไปยังอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างผลกำไรสูงสุดในแง่ของอัตรากำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจก่อนหักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ที่ 14%
กลยุทธ์สำคัญของเบทาโกรคือ การทำการตลาดผ่าน "Perfecta" "DOG n joy" และ "CAT n joy" และการรับจ้างผลิตหรือ OEM โดยเบทาโกรมองหาโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศ ทั้งในประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน และมีแผนในการลงทุนและเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 56,000 หมื่นล้านตันต่อปี ภายในปี 2569
New S-Curve การเติบโตในธุรกิจใหม่
เบทาโกรมีแผนการลงทุนในระยะยาวเพื่อสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ ในด้าน Food-Tech, Agri-Tech และ Restaurant-Tech ด้วยกลยุทธ์หลักใน 2 ด้าน คือ
1.Venture Building: บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายธุรกิจใหม่ ใน 3 สาขาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เช่นการร่วมมือกับ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ที่จะต่อยอดแพลตฟอร์มการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ Kerry Cool เพื่อเสริมสร้างธุรกิจของบริษัทและขยายฐานลูกค้าการให้บริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิไปยังลูกค้ากลุ่ม B2C รวมถึงธุรกิจโปรตีนทางเลือกจากพืช ภายใต้แบรนด์ Meatly! เพื่อการสร้างรากฐานและฐานลูกค้าในธุรกิจโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโต
2.Venture Capital: บริษัทฯ มีแผนลงทุนโดยการเป็นผู้ลงทุนรายย่อยในธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการจัดสรรเงินทุนโดยรวมประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับปี 2565 ถึงปี 2569 อีกด้วย
สยายปีกต่างประเทศ
นอกจากศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทย เบทาโกรยังมีแผนที่จะการขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศโดยจะเดินหน้าลงทุนใน 3 ประเทศสำคัญ ทั้งประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศเมียนมา รวมถึงขยายการจัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ และเพิ่มจุดหมายปลายทางการส่งออกมากขึ้น
ประเทศกัมพูชา เบทาโกรจะมีแผนขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เป็น 288,000 ตันต่อปี และการลงทุนในฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์ ฟาร์มสุกรขุน ฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์ และโรงชำแหละภายในปี 2569 เพื่อให้สามารถผลิตสุกรประมาณ 1.0 ล้านตัว และไก่ประมาณ 12.0 ล้านตัวต่อปีภายในปี 2569
ประเทศลาว บริษัทจะเดินหน้าลงทุนเพื่อก่อสร้างโรงงานอาหารสัตว์กำลังการผลิต 72,000 ตันต่อปีภายในปี 2569 และจะลงทุนในฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์แห่งใหม่ และมีแผนที่จะลงทุนในโรงชำแหละ เพื่อให้สามารถผลิตไก่ประมาณ 3.0 ล้านตัวต่อปี และสุกรประมาณ 0.2 ล้านตัวต่อปีภายในปี 2569
ประเทศเมียนมา บริษัทฯ มีแผนที่จะลงทุนในฟาร์มสุกรพ่อแม่พันธุ์และฟาร์มไก่พ่อแม่พันธุ์ และตั้งใจที่จะลงทุนในโรงชำแหละสุกรและไก่เนื้อเพื่อให้สามารถผลิตสุกรประมาณ 0.3 ล้านตัวต่อปี และไก่ประมาณ 9.0 ล้านตัวต่อปี ภายในปี 2569
อย่างไรก็ตาม เบทาโกร กำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่จะก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจังหวะที่น่าสนใจที่นักลงทุนจะร่วมสร้างการเติบโตในทศวรรษถัดไปของเบทาโกร โดยจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 500,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยรวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทในกรณีมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน ผู้ที่สนใจหุ้น เบทาโกร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

