CPALL - MAKRO กำลังจะโชว์ฟอร์มเด่น กูรูให้น้ำหนักลงทุน “มากกว่าตลาด” รับไตรมาส 3 กำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ปลดล็อกความกังวลไปแล้วสำหรับ MAKRO และ CPALL หลังจาก MAKRO ระบุไม่เกี่ยวข้องกับดีลซื้อ Metro ในอินเดีย โดยนักวิเคราะห์ต่างออกมาให้มุมมองเป็นบวกต่อประเด็นดังกล่าว เพราะจะช่วยปลดล็อกประเด็นของภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นรวมไปถึงการเพิ่มทุนหาก MAKRO ต้องเข้าซื้อกิจการดังกล่าว ซึ่งจะกระทบมายังสภาพคล่องของ CPALL ที่ซื้อหุ้น MAKRO ที่ 34.97% อีกด้วย
ขณะที่ในแง่ของการเติบโตนับจากนี้ทั้ง 2 หุ้นจะไปในทิศทางไหนนั้น ล่าสุดนักวิเคราะห์ได้ออกมาแนะนำให้ น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” เพราะแนวโน้มยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วงไตรมาส 4/65 จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการดำเนินธุรกิจอีกด้วย
โดยมุมมองของนักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” โดยคาดแนวโน้ม CPALL และ MAKRO ยังมีแนวโน้มที่ดีในการเร่งยอดขาย เห็นได้จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 3/65 ของ CPALL และ MAKRO เป็นบวกสูง โดย CPALL บวก 20-25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ MAKRO บวก 8-10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะได้ประโยชน์จากฐานต่ำ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลจากการ Lockdown อย่างไรก็ดีคาดว่าการกลับไปใช้ชีวิตประจำวันที่ใกล้ปกติหลังการแพร่ระบาด Covid-19 คลี่คลาย ยังคงส่งผลดีต่อ SSSG ที่ยังเป็นบวกได้ต่อเนื่อง
โดยในไตรมาส 4/65 คาดกรณีผ่านช่วงฤดูฝน และในเดือน พ.ย.-ธ.ค. ยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การเข้าสู่ช่วงฤดูกาลซื้อ (High Season) การท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ 2.การกลับมาของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ค่อนข้างมีความชัดเจน รวมถึง โอกาสที่จะเห็นมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอื่นๆ เพิ่ม เพื่อช่วยหนุนกำลังซื้อ ซึ่งมองว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินในตลาด และ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย
ขณะที่ปัจจัยกดดันจากประเด็นข่าวการเข้าลงทุนใน METRO บริษัทแจงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยปลดล็อกความกังวลในเรื่องการเพิ่มภาระหนี้จากการเข้าลงทุนของ MAKRO และ CPALL
วิเคราะห์กำไรช่วงไตรมาส 3/65
CPALL ฝ่ายวิจัยแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 75.00 บาท โดยประเมินไตรมาส 3/65 จะมีกำไรปกติ 3.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 114% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังคงทำได้ดี หลังการปลด Lockdown ยอดขายมีความต่อเนื่อง หลังได้มาตรการรัฐสนับสนุน เช่น การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งประเมินรายได้รวมทำได้ราว 2.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตรายปีสูง เนื่องจากในไตรมาส 3/64 ยังไม่มีการบันทึกรายได้จาก Lotus’s โดยมี SSSG โดยเฉพาะในส่วนของ 7-eleven ที่ทำได้ดี บวกที่ 20-25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นทำได้ทรงตัวที่ระดับ 21.0% แม้ว่าจะมีผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่บริษัทได้มีการปรับราคาขายได้มากขึ้นตามต้นทุนที่ปรับเพิ่ม ขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายยังสูง ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจาก Lotus’s
นอกจากนี้บริษัทคงแผนการขยายสาขาทั้งปี 700 แห่ง บริษัทยังคงแผนขยายสาขาต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปี65 จะเปิดสาขาเพียง 300 แห่ง แต่ทาง CPALL ยังคงยืนยันเปิดสาขาใหม่ ทั้งปี 700 แห่ง ตามแผนเดิม โดยมีแผนขยายสาขาเพิ่มในประเทศกัมพูชา จากปัจจุบันที่ 20 สาขา และเตรียมเปิดสาขาใหม่ในประเทศลาว ในปี 2567
ส่วน MAKRO ฝ่ายวิจัย แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท โดยคาดไตรมาส 3/65 จะมีกำไรปกติ 1.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 1.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังไม่มีการรับรู้รายได้จาก Lotus’s โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 1.18 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 116% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการรับรู้รายได้ มาจาก MAKRO ราว 6.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 12%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ยอดขายสอดคล้องไปกับการเติบโตของ SSSG ของไตรมาส 3/65 ที่ราว 8-10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเฉพาะในรูปแบบ Food service และกลุ่มลูกค้าที่เห็นการเติบโตมากที่สุด คือ กลุ่มลูกค้าโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง (HoReCa) โดยเฉพาะสาขาในต่างจังหวัดท่องเที่ยวที่เห็นยอดขายฟื้นตัวมากโดยเฉพาะภาคใต้
ขณะที่ Lotus’s ยังมีผลกระทบจากการเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้ยอดขายลดลง จึงคาดจะมีรายได้ราว 5.6 หมื่นล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดขายของ Supermarket และ Hypermarket มีผลกระทบจากฤดูฝนโดยเฉพาะในเดือน ก.ย. สอดคล้องกับ SSSG ในไตรมาส 3/65 ที่คาดติดลบ 1-2%เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นแต่ดอกเบี้ยยังสูง โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมอยู่ที่ 16.2%เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนราว 30 bps ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ MAKRO ที่เข้าสู่ฤดูกาลและมีการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นดี เช่นเดียวกับ Lotus’s ที่มียอดขายสินค้า Non-Food ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้า Hard line ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นดี
อย่างไรก็ดี ภาพรวมยังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ที่ยังสูง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง จาก Lotus’s จากการปรับรูปแบบเป็น Lotus’s Go Fresh และการลงทุนในธุรกิจ Online Maknet รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังสูง

