PCC เทรดวันแรกหืดจับ! เปิดบวกแค่ช่องเดียว “ซีอีโอ” ลั่นธุรกิจสดใสปี 65 รายได้ทะลุ 4 พันล้านบาท
บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PCC เข้าซื้อขายวันนี้ (21 ต.ค. 65) เป็นวันแรก เปิดการซื้อขายที่ราคา 4.02 บาท เพิ่มขึ้นจากราคาไอพีโอ 0.50% หลังจากนั้นราคาหุ้นปรับขึ้นไปจุดสูงสุดของช่วงเช้าที่ 4.22 บาท ก่อนจะทำจุดต่ำสุดที่ 3.94 บาท โดยปิดการซื้อขายของภาคเช้าเท่ากับราคา IPO ซึ่งผู้บริหารระบุว่า จากราคาเปิดการซื้อขายส่วนตัวค่อนข้างพอใจและได้รับการตอบรับจากนักลงทุน ที่เล็งเห็นถึงพื้นฐานของธุรกิจและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
นายกิตติ สัมฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PCC เปิดเผยว่า ประเมินรายได้ในปี 65 คาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 4 พันล้านบาท ด้วยแนวโน้มของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่ดีกว่าครึ่งปีแรก จากการส่งมอบงานได้สูงกว่าและมีการรับมอบผลิตภัณฑ์ จึงทำให้การรับรู้รายได้สูงกว่าครึ่งปีแรกมีรายได้รวม 1.72 พันล้านบาท
โดยในปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ในระบบจ่ายไฟฟ้าราว 40% ,ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงรวมถึงผลิตและติดตั้งระบบควบคุม 44% และส่วนที่เหลือมาจากการลงทุนในธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
ขณะเดียวกันบริษัทยังงานที่รอรับรู้รายได้ (Backlog)ในมืออีก2.4 พันล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ราว 1.2 พันล้านบาท เพื่อรักษามูลค่างานในมือบริษัทจะเข้าประมูลงานต่อเนื่องโดยในปัจจุบันเตรียมเข้าประมูลงานโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จากการลงทุนระยะยาว ของทั้ง 3 การไฟฟ้า ประกอบไปด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่มีแผนการลงทุนเกือบ 2 แสนล้านบาทเฉพาะในส่วนของ Smart Grid ในรอบระยะเวลา 10-17 ปี ส่งช่วยให้บริษัทมีการเติบโตได้ตามการขยายจากอุตสาหกรรมดังกล่าว
นอกจากนี้หลังจากที่บริษัทเข้าระดมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจในรูปแบบเดียวกับประเทศไทยไปยังต่างประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นจะเริ่มขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมา เนื่องจากเป็นประเทศ ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าค่อนข้างสูง
“ราคาหุ้นที่เปิดการซื้อขายวันแรกบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯที่ราคา 4.02 บาทเพิ่มขึ้นจากราคาไอพีโอ 0.50% โดยส่วนตัวค่อนข้างพอใจและได้รับการตอบรับจากนักลงทุนที่เล็งเห็นถึงพื้นฐานของธุรกิจและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอนาคต” นายกิตติ กล่าว
