Official Update :

TOP เปิดบวกรับ จ่ายปันผล 2 บาท ขึ้น XD 10 พ.ย.นี้ จับตางบไตรมาส 3 พลิกขาดทุนหนักจากสต็อกน้ำมัน

TOP หรือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ล่าสุดประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดจากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 2 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) คือ วันที่ 10 พ.ย. 2565 และจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นวันที่ 25 พ.ย. 2565 โดย Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจว่าแนวโน้มผลประกอบการของ TOP นับจากนี้จะเป็นอย่างไร


นักวิเคราะห์ต่างมองว่าไตรมาส 3/65 จะมีผลขาดทุนสุทธิ เพราะได้รับปัจจัยกดดันจากการรับรู้ Stock loss เกือบหมื่นล้าน แต่ยังจะเห็นการฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/65 เพราะ ไม่มี stock loss ก้อนใหญ่ฉุด ประกอบกับคาด market GIM (อัตรากำไรรวมทั้งค่าการกลั่นและปิโตรเคมี) เพิ่มขึ้นอีกด้วย


สะท้อนจากมุมมองนักวิเคราะห์บล.เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/65 จะขาดทุน 167 ล้านบาท พลิกจากไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 2,063 ล้านบาท และไตรมาส 2/65 ที่มีกำไรสุทธิ 25,327 ล้านบาท เป็นผลมาจากการรับรู้ผลขาดทุนจากรายการพิเศษสำคัญ 2 รายการได้แก่


1.การรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 1,650 ล้านบาท จากผลของค่าเงินบาท ณ สิ้นไตรมาสที่อ่อนค่าลง 2.6 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และ 2. การรับรู้ Stock Loss จำนวน 9,550 ล้านบาท จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงในระหว่างไตรมาสที่มากถึง 26 เหรียญต่อบาร์เรล


อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 3/65 บริษัทจะพลิกกลับมามี Hedging gain ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจากกลุ่มน้ำมันเตา (HSFO) ที่ Spread อ่อนตัวจาก -3.2 เหรียญ ในไตรมาส 2/65 เหลือ -22.3 เหรียญ ในช่วงไตรมาส 3/65 ลดทอนผลกระทบจากการรับรู้ Fx และ Stock loss ลงได้บางส่วน ด้านกำไรจากการดำเนินงานปกติ ยังได้รับผลกระทบจากค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง ทำให้กำไรปกติไตรมาส 3/65 อ่อนตัวจากไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ


ทั้งนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทางของราคาน้ำมันดิบ และค่าการกลั่นในช่วงที่เหลือของปี 2565 จาก Seasonal Demand และอุปทานที่ยังคงตึงตัว ทำให้คาดหมายจะเห็นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น ขณะที่ Spread Margin ของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี จะกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังตลาดเริ่มปรับสมดุลจากการลดกำลังผลิตในภูมิภาค


ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/65 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี 2565 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4/65 จากความเสี่ยงในการรับรู้ Stock loss ที่ลดลง และกำไรจากดำเนินงานที่ฟื้นตัวตามทิศทางค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาปิโตรเคมี แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 68 บาท โดยคาดภาพรวมทั้งปีจะมีกำไรสุทธิ 40,066 ล้านบาท เทียบกับปีก่อน 12,578 ล้านบาท


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า คาด TOP ประกาศงบวันที่ 9 พ.ย.65 โดยคาดขาดทุนสุทธิไตรมาส 3/65 ราว 366 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนกำไร 2,063 ล้านบาท และไตรมาสก่อนกำไร 25,327 ล้านบาท (มีกำไรขายเงินลงทุน GPSC ราว 1.3 หมื่นล้านบาท)


หากตัดรายการพิเศษ fx loss ราว 1,712 ล้านบาทออก คาดกำไรปกติไตรมาส 3/65 ราว 1,346 ล้านบาท ลดลง 50%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 90%จากไตรมาสก่อน โดยลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะ stock loss ก้อนใหญ่ราว 9,391 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ stock gain ราว 3,635 ล้านบาท กลบค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น 317% มาที่ 6.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามการฟื้นตัวของ spread เกือบทุกผลิตภัณฑ์ ส่วนการลดลงจากไตรมาสก่อน เพราะ stock loss เช่นกัน เมื่อเทียบไตรมาส 2/65 ที่ stock gain ราว 7,816 ล้านบาท และค่าการกลั่น (market GRM) ที่ลดลง 73% จากไตรมาสก่อน หลัง supply น้ำมันออกมาเพิ่มขึ้นจากโรงกลั่นทั่วโลกที่เร่งผลิตรับประโยชน์ของค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง และ demand ที่ฟื้นตัว


ขณะที่คาดไตรมาส 4/65 กำไรปกติทรงตัวได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (กำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 4.6 พันล้านบาท) แม้ไม่มี stock gain หนุน แต่ได้ค่าการกลั่น (supply ตึงตัว) และอัตรากำไร Lube (feedstock oversupply) ที่ดีขึ้นมาชดเชย ส่วนการฟื้นจากไตรมาสก่อน เพราะ ไม่มี stock loss ก้อนใหญ่ฉุด ประกอบกับ คาด market GIM (อัตรากำไรรวมทั้งค่าการกลั่นและปิโตรเคมี) เพิ่มมาที่ 9.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อน ดีขึ้นทั้งฝั่งโรงกลั่นที่ crude premium ลดลง และฝั่งอะโรเมติกส์ที่การลด run ของโรงผลิตในภูมิภาคช่วยทำให้ oversupply ลดลง ประกอบกับ feedstock อย่าง gasoline ราคาลดลง


คงแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายปี 66 ที่ 85.0 บาท/หุ้น และคงเลือกเป็น top pick โดยระยะยาวโครงการ CFP ที่จะเริ่ม COD ในต้นในปี 2568 ส่งผลให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่ง (ใช้น้ำมันดิบที่ราคาถูกกว่าได้) และแรงหนุนของส่วนแบ่งกำไรฯ CAP ดีขึ้นหลังภาวะ oversupply ของปิโตรเคมีบรรเทาลง

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”