Official Update :

OR ไตรมาส 3/65 กำไรดิ่ง 63% เหลือแค่ 701 ล้านบาท โบรกฯธนชาต-กรุงศรี ผสานเสียง แนะให้ “ขาย” เพราะราคาหุ้นแพง แนวโน้มการเติบโตที่จำกัด

OR รายงานไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิ 701 ล้านบาท ลดลง 63% จากงวดเดียวกันปีก่อน หลังจากค่าการตลาดที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4 นักวิเคราะห์คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้มองว่าค่าการตลาดน้ำมันและปริมาณขายที่ฟื้นตัว จะยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มสูงขึ้น


รายงานจากบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิ 701 ล้านบาท ลดลง 63% จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 1,892 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 2565 มีกำไรสุทธิ 11,114 ล้านบาท สูงขึ้น 21.9%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3/65 กำไรสุทธิปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลง ถึงแม้ปริมาณขายปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักๆในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ทั้งเบนซินและดีเซลที่มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงตามต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจธุรกิจ Lifestyle และต่างประเทศ กำไรขั้นต้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  


นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 4 OR ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อต่อยอดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility & Lifestyle มุ่งตอบสนองผู้บริโภค อำนวยความสะดวกให้ทุกการเดินทางเพื่อตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ตามพันธกิจของ OR ต่อไป


ทางด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า หากหักรายการพิเศษ เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและขาดทุนจากอนุพันธ์ออก กำไรปกติไตรมาส 3/65 อยู่ที่ 770 ล้านบาท ลดลง 57%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด โดยมีสาเหตุหลักจากค่าการตลาดน้ำมันรวมที่ 0.68 บาท/ลิตร ต่ำกว่าที่คาดราว 9% และต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2563


ทั้งนี้เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 4/65 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน กลับมาอยู่ในระดับ 1,500-2,000 ล้านบาท หนุนจาก ค่าการตลาดที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนน้อยลง (คาดมี Stock Loss น้อยลง จากไตรมาสก่อน)  รวมทั้งการเข้าสู่ช่วง High Season ของการเดินทางในประเทศ (หนุนปริมาณขายน้ำมันและ Café Amazon)


ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของปริมาณขายเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง


อย่างไรก็ตามคาดกำไรปกติไตรมาส 4/65 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยค่าการตลาดน้ำมันและปริมาณขายที่ฟื้นตัว จะยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นและการทำกิจกรรมทางการตลาดที่มากขึ้นได้


ดังนั้นคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 27.50 บาท/หุ้น แนะนำ “TRADING” โดยในช่วงสั้นราคาหุ้นมีโอกาสตอบสนองเชิงลบจากกำไรปกติไตรมาส 3/65 ที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด แต่หากราคาหุ้นปรับตัวลงมาต่ำกว่า 24 บาท นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงอาจเลือกเข้าเก็งกำไรการฟื้นตัวของผลประกอบการไตรมาส 4/65



ธนชาต
-กรุงศรี แนะนำ ขาย

ขณะที่บล.ธนชาต มองต่าง โดยระบุว่า แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 คาดจะดีขึ้น เนื่องจากไม่มีผลกระทบจากต้นทุนสินค้าคงคลังที่สูง อย่างไรก็ตามคำนึงถึงค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายซึ่งปกติจะสูงสุดในไตรมาส 4 จึงคงคำแนะนำ “ขาย” เนื่องจากมูลค่าที่แพง และแนวโน้มการเติบโตที่จำกัด


เช่นเดียวกันกับบล.กรุงศรี ที่ออกมาเปิดเผยว่า มองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันแพงแล้ว เพราะกลุ่มน้ำมันยังเป็นตัวขับเคลื่อนกำไร ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร จะขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมัน ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ “ขาย” และประเมินราคาเป้าหมายที่ 22 บาท คิดเป็น P/E ปี 66 ที่ 23.7 เท่า


โดยคาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะฟื้นตัวขึ้นจากตามฤดูกาล และอัตรากำไรขั้นต้นต่อลิตร ก็น่าจะฟื้นตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้น ซึ่งมองว่ากลุ่ม lifestyle มีโมเมนตามแข็งแกร่ง นำโดย Café Amazon มีการปรับขึ้นราคาขายกาแฟอีก 5 บาท/ถ้วยในไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังระมัดระวังกับผลตอบแทนของงบลงทุน (capex) OR เพราะบริษัทใช้เงินลงทุนโครงการใหม่ไปแล้ว 5 พันล้านบาท ตั้งแต่กลางปี 63 แต่ยังไม่มีโครงการไหนที่ทำกำไรให้บริษัทอย่างมีนัยสำคัญเลย

ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”