2 หุ้นใหญ่กลุ่มปตท.ไตรมาส 3 อาการหนัก TOP กำไรเหลือแค่ 12 ล้านบาท ฟาก PTTGC พลิกขาดทุน 1.3 หมื่นล้านบาท
2 บริษัทในกลุ่มปตท.อย่าง TOP และ PTTGC รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/65 ออกมาล่าสุดได้รับผลกระทบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนไปตามๆกัน โดย TOP รายงานว่าไตรมาส 3/65 มีกำไรสุทธิเหลือแค่เพียง 12 ล้านบาท และทาง PTTGC พลิกขาดทุนสุทธิกว่า 1.33 หมื่นล้านบาท
นายนพดล ปิ่นสุภา รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3/2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 12 ล้านบาท ลดลง 99% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,063 ล้านบาท และรายได้จากการขาย 124,174 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันอยู่ที่ 8.8 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 9,238 ล้านบาท และมี EBITDA ติดลบ 568 ล้านบาท เมื่อรวมกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงินจำนวน 5,090 ล้านบาทและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,710 ล้านบาท หลังหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้
ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิ 32,521 ล้านบาท เพิ่มขึ้นตากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 7,545 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขาย 382,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 151,041 ล้านบาท สาเหตุจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
นอกจากนี้ส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับราคาน้ามันดิบดูไบที่ปรับตัวดีขึ้น หลังหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจผลิตสาร LAB ที่อยู่ในระดับที่ดี แม้ว่าส่วนต่างราคาสารอะโรเมติกส์กับน้ำมันเบนซิน 95 และส่วนต่างราคาน้ามันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอยกับน้ามันเตาปรับตัวลดลง
ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ามันเพิ่มขึ้น 9.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 14.2 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ ใน 9 เดือนแรกปี 65 ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 12,791 ล้านบาท สูงขึ้น 437 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ในหลายประเทศทั่วโลกคลี่คลายลง ทำให้เกิดการผ่อนคลายการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ประกอบกับความต้องการใช้เชื้อเพลิงสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาว ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจการกลั่นช่วงไตรมาส 4/2565 มีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
PTTGC พลิกขาดทุน 1.33 หมื่นล้านบาท
ด้านบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC รายงานว่าในไตรมาสนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 181,536 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 8% จากไตรมาส 2/2565 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 62% จากไตรมาส 3/2564 โดยรายได้รวมปรับตัวลดลงเนื่องจากความกังวลต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ โลกที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ที่อ่อนตัวลงและราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ลดลงทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี
โดยในไตรมาสนี้ บริษัท มีAdjusted EBITDA อยู่ที่ 10,374 ล้านบาท ปรับตัวลดลงทั้งจากไตรมาส 2/2565 และไตรมาส 3/2564 51% และ 34% ตามลำดับ ตามทิศทางส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ปรับลดลง เนื่องจาก อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ที่ลดลง จากมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ในประเทศจีน รวมถึงกำลังการผลิตใหม่ที่เข้าสู่ตลาด
อย่างไรถึงแม้ธุรกิจจะได้รับปัจจัยกดดันจากปัจจัยท้าทายที่กล่าวไปข้างต้น แต่บริษัทยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากตราสารอนุพันธ์ทาง การเงิน ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง รายการพิเศษอื่นๆ) อยู่ที่ 813 ล้านบาท
ขณะเดียวกันปัจจัย ทางด้านเศรษฐกิจตามที่กล่าวมาได้ส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งส่งผลให้ บริษัทรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานปกติ ได้แก่ ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันและรายการขาดทุนจากการปรับ มูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net NRV) รวม 8,108 ล้านบาท
ผลขาดทุนจากตราสาร อนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง 2,111 ล้านบาท ซึ่งมีสาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาที่ทำประกันความเสี่ยงไว้โดยเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว (realized) เป็นผลขาดทุนจำนวน 5,660 ล้านบาท และที่ยังไม่เกิดขึ้น (unrealized) เป็นผลกำไร จำนวน 3,549 ล้านบาท ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน 4,426 ล้านบาท กำไรจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน 1,128 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่บริษัทฯ รับรู้จำนวน 306 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2/2565โดยมีสาเหตุหลักจากธุรกิจปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้ในไตรมาส 3/2565 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิรวม 13,384 ล้านบาท พลิกขาดทุนเมื่อเทียบกับงวดปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,005 ล้านบาท
