Official Update :

ถอดพื้นฐานธุรกิจ STA-STGT เมื่อธุรกิจถุงมือยางกลายเป็นแรงกดดันกำไร

จากอดีตที่เคยสวยงาม ทั้งในแง่ของผลประกอบการและราคาหุ้นของทั้งบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA และบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT เพราะในช่วงที่ผ่านมา มีกระแสนิยมจากนักลงทุนอย่างมาก หลังจากได้รับแรงหนุนจากธุรกิจถุงมือยาง เนื่องจากในช่วงการระบาดของ Covid-19 ทำให้ความต้องการปรับตัวเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้ราคาหุ้นของทั้ง 2 บริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น


แต่เมื่อเวลาผ่านไป การระบาดของ Covid-19 ได้คลี่คลายลง ทำให้ความต้องการถุงมือยางปรับตัวลดลงตามไปด้วย และทำให้ราคาขายของถุงมือยางกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นได้จากล่าสุดไตรมาส 3/65 กำไรของทั้ง 2 บริษัท ที่รายงานออกมาปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


โดยในไตรมาส 3/65 ทาง STA มีกำไรสุทธิลดลงจากช่วงเดียวกันถึง 64.2% มาอยู่ที่ 1,155.90 ล้านบาท แม้เนื้อในธุรกิจยางธรรมยังเติบโต เพราะราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจถุงมือยางสัดส่วนรายได้ราว 16.7% ของรายได้จากการขายและบริการ ก็ยังปรับลดลง เนื่องจาก ราคาขายเฉลี่ยของถุงมือยางที่ปรับลดลง โดย STGT รายงานกำไรสุทธิเพียง 21.80 ล้านบาท ลดลงสูง 99.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ดังนั้นทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ก่อนหน้า และฝั่งที่สนใจเข้าลงทุน ต่างสงสัย หรือมีคำถามขึ้นว่าควรจะทำอย่างไรกับทั้ง 2 บริษัทนี้ และแนวโน้มจะยังน่าสนใจอยู่หรือไม่ ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์มาฝากนักลงทุนแล้ว


โดย STA บทวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้มุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มกำไรธุรกิจยางธรรมชาติที่จะเติบโตต่อ และคาดจะทำระดับสูงสุดของปีได้ในไตรมาส 4/65 แม้ราคาขายเฉลี่ยคาดปรับลดลง แต่จะชดเชยได้ด้วยปริมาณขายที่คาดเติบโตต่อและต้นทุนน้ำยางและยางก้อนถ้วยที่ปรับลดลงเช่นกันหนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ยังทรงตัวได้


อย่างไรก็ตามคาดแนวโน้มกำไรของ STA ยังโดนกดดันจากธุรกิจถุงมือยางที่ยังอ่อนแอจากการแข่งขันที่สูงและความต้องการที่ลดลง ทำให้ราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางยังมีโอกาสลดลงได้ต่อ จึงทำให้ประเมินแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/65 ของ STA เบื้องต้นในกรอบ 800 – 900 ล้านบาท


ทั้งนี้อยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการกำไรปี 2565 – 2566 เนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจถุงมือยางที่อ่อนแอมากกว่าคาด เบื้องต้นคาดกำไรปี 2565 มีโอกาสลงอีกราว 8-10% จากประมาณการเดิมที่ 4,439 ล้านบาท เชิงพื้นฐานยังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไรแต่เชิงกลยุทธ์แนะนำให้ชะลอการลงทุนและมอง TEGH, NER เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับกลุ่มยางพารา



ส่วน STGT เบื้องต้นคาดแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/65 ยังชะลอถึงทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยยังโดนกดดันจากปริมาณการผลิตถุงมือยางสังเคราะห์ของจีนและมาเลเซียที่สูงขึ้น ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจะรับรู้ต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของกำลังการผลิตใหม่ที่ยังไม่พ้นจุดคุ้มทุน


ด้วยกำไรไตรมาส 3/65 ที่อ่อนแอกว่าที่คาดมาก จึงทำให้อยู่ระหว่างการทบทวนปรับประมาณการกำไรปี 2565-2566 ลง เบื้องต้นคาดกำไรทั้งปี 2565 จะมีโอกาสลงอีกราว 30-35% จากประมาณการเดิมที่ 2,417 ล้านบาท และคาดราคาเป้าหมายใหม่เบื้องต้นในกรอบ 4.50-5.50 บาท จึงปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อเก็งกำไรเป็น “ขาย”

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม

Most Viewed
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 1 day ago
Where to put your money
“All-Time High” (จุดสูงสุด) ของวันนี้… อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของโอกาสครั้งต่อไปก็เป็นได้ !!!
Updated 6 hours from now
Stock of the Day
EPG ก้าวอย่างมั่นคง เน้นบริหารต้นทุนมากกว่าตัวเลข มั่นใจปี 2569/2570 โตทุกกลุ่มธุรกิจ รับโครงการภาครัฐ - Data Center หนุน
Updated 11 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 17 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 16 hours ago
Follow Us