Official Update :

นักวิเคราะห์ชี้! หุ้นไทยได้ไปต่อ ชูจุดแข็งเศรษฐกิจฟื้น-กำไรบจ. แกร่ง ดึงฟันโฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

จากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ต.ค. 65 ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยอยู่ที่ระดับ 7.7% ต่ำกว่า Consensus ที่คาด 8% และลดลงจากระดับเดือนก่อนหน้าที่ 8.2% ส่งผลให้มุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแรง ถูกลบออกไป ตลาดหุ้นจึงตอบสนองเชิงบวก โดย DJIA ปรับขึ้นแรงถึง 3.7% ซึ่งภาพดังกล่าวน่าจะสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วย


โดยนายชาญชัย พันทาธนากิจ รองผู้อำนวยการ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากภาพรวมมีโอกาสที่ฟันโฟลว์จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง จากประเด็นเงินเฟ้อสหรัฐที่ผ่อนคลายลง ซึ่งหากมองในมุมการตอบสนองของตลาดหุ้น จะเห็นว่าภาพของดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลงมาแรงพอสมควร ทำให้เม็ดเงินย้ายไปยังสินทรัพยต่างๆ มากขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปี และ 10 ปี ก็ย่อตัวลงมาเช่นกันเดียว


นอกจากนี้ ในมุมของตลาดหุ้นสหรัฐก็ปรับขึ้นมาประมาณ 5-6% ดังนั้นเมื่อบรรยากาศโดยรวมเอื้อแล้ว หากมองในมุมของทิศทางค่าเงินบาท ปัจจุบันก็ถือว่าปรับลงมาอยู่ในระดับต่ำราว 37-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้าซื้อเงินบาทเพิ่มเติม ซึ่งหากเป็นภาพนี้ก็มีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง


ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยมีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดฟันโฟลว์จากต่างชาติด้วย โดยนโยบายการเงินของสหรัฐผ่านจุดพีคไปแล้ว  และระยะถัดไปตลาดน่าจะให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศและการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจุดนี้ไทยน่าจะมีความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับสหรัฐและยุโรปที่มีความเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 65 และ 66 ซึ่งเรามองว่ากำลัง Recovery เพื่อกลับเข้าจุดเดิมก่อนเกิด Covid-19


ดังนั้นจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีโอกาสที่จะสนับสนุนให้ฟันโฟล์ไหลเข้าต่อตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง และช่วยหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยบล.เอเซีย พลัส ยังคงให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีที่ระดับ 1,730 จุด


ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐ ทั้งการจ้างงาน และตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนถัดไป รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ หากพรรคริพับลิกันสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือครองเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้ น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นมากขึ้น จากแนวโน้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจชะลอตัวลง ซึ่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อก็จะลดลงเช่นเดียวกัน จึงนับเป็น 2 ประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่อง


ส่วนปัจจัยในประเทศ ติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/65 ที่ทยอยรายงานออกมาต่อเนื่อง ระยะถัดไปอาจเห็นคาดการณ์แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 65 และ 66 ออกมา ซึ่งหากมีอัพไซด์เพิ่มเติมก็จะเป็นอีกปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นได้ นอกจากนี้อาจมีปัจจัยเร่งระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ต้องติดตามว่าปลายปีจะมีมาตรการอะไรออกมาเป็นของขวัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มเติมหรือไม่ 


สำหรับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากรัสเซียและยูเครน ประเมินว่าหากสถานการร์ไม่ขยายวงกว้างออกมานอกยูเครน โอกาสที่จะกระทบต่อตลาดหุ้นมีค่อนข้างน้อย แต่หากสถานการณ์ลุกลากก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดได้ แต่ประเมินว่าปัจจุบันมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย


ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำธีม Domestic consumption จาแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว จึงแนะนำหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ เช่น ค้าปลีก อาหาร และไฟแนนซ์ ได้แก่ CRC, CBG, ASK รวมถึงหุ้นที่ราคาปรับลงมาค่อนข้างมากจากความกังวลงบไตรมาส 3/65 แต่ระยะถัดไปน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น คือ OR และ BTG เป็นต้น

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้