ส่องอนาคต DELTA กับโอกาสหลุด SET50 เหมาะสมหรือไม่ที่ยังอยู่ในลิสหุ้นยั่งยืน
กระแสของหุ้น DELTA ยังคงร้อนแรงไม่เลิกหลังจากที่ได้รับการเข้าคำนวณใน SET50 แล้วและเริ่มซื้อขายในกระดาน SET50 ไปเมื่อวันที่ 4ม.ค.64 แต่ถึงอย่างไรก็ตามมีกระแส หรือเสียงเรียกถามหาไปยังตลาดหลักทรัพย์ว่าทำไมหุ้นของ DELTA ยังไม่ติดแคชบาลานซ์ ทั้งที่จำนวนหุ้นก็ควรที่จะเข้าข่ายอยู่ในเกณฑ์เทิร์นโอเวอร์ลิสต์มาตั้งนานแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามวานนี้ (5ม.ค.64) ตลาดหลักทรัพย์ ได้ประกาศให้ หุ้น DELTA ต้องเข้ามาตรการกำกับการซื้อขาย หลังพบว่า DELTA มีระดับราคาและปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปมากจากช่วงก่อนหน้า โดยตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างให้บริษัทชี้แจงข้อมูล (Trading Alert List) และสั่งให้ DELTA เป็น หลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ถึงวันที่ 26 ม.ค. นี้
และในช่วงเช้าวันที่6 ม.ค.64 ทาง DELTA ได้ชี้แจงและตอบคำถามที่ตลาดหลักทรัพย์ถามถึงว่า บริษัทไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือสารสนเทศที่มีนัยสำคัญที่บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในระยะเวลาอันใกล้ เช่น การเพิ่มทุน การร่วมทุน การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินหรือข้อพิพาทที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขาย และไม่ทราบถึงสาเหตุอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหรือไม่
ในจุดนี้เองจึงต้องตั้งข้อสงสัยว่า บริษัท DELTA เองก็ยังไม่รู้เลยว่า หุ้นของตัวเองที่มีการซื้อขายแบบผิดปกติและมีลักษณะการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นที่ผิดปกติไม่สอดคล้องกับราคาหุ้น และปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเพราะสาเหตุอะไร ประกอบกับในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบผิดปกตินั้น ในฐานะผู้บริหารเองก็ได้มีการขายหุ้นออกมาเพื่อทำกำไร
ในวันที่ 28 ธ.ค.63 นาย กวง มิ้ง อึ้ง ในฐานะประธานกรรมการ DELTA ก็ได้ทำการขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ทั้งหมดจำนวน 80,000 หุ้น โดยขายที่ราคา 724.76 บาทต่อหุ้น และจากนั้นในช่วงวันเดียวกัน ได้ทำการเข้าซื้อกลับหุ้น DELTA จำนวน 56,000 หุ้น ในราคา 705.60 บาทอต่อหุ้น
ทั้งนี้หากย้อนไทม์ไลน์ในการถือหุ้นของนายกวง มิ้ง อึ้ง จากรายงานของ ก.ล.ต. แล้วจะพบว่า นายกวง มิ้ง อึ้ง ได้ทำการทยอยเข้าซื้อหุ้น DELTA ตั้งแต่ในปี 62 ซึ่งเป็นระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย.62 รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง แบ่งเป็นครั้งละ 20,000 หุ้น โดยรอบแรกซื้อที่ราคา 63.02 บาท รอบที่สองซื้อที่ราคา 62.62 บาท รอบที่ 3 ซื้อที่ราคา 62.44 บาท และรอบที่ 4 ซื้อที่ราคา 62.38 บาทต่อหุ้น
ดังนั้นจึงเป็นคำถามที่นักลงทุนตั้งข้อสังเกตและเป็นข้อสงสัยว่า การที่หุ้น DELTA ได้รับการคำนวนณในดัชนีSETTHSI นั้นสมควรแล้วหรือไม่ เพราะคำนิยามหรือคำบัญญัติของตลาดหลักทรัพย์ ที่จัดตั้งดัชนี SETTHSI ก็เพื่อแนวทางการลงทุนระยะยาวในต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจกับการลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ของบริษัทในการตัดสินใจลงทุนควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของบริษัท
อีกทั้งเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นด้าน ESG รวมถึงเป็นการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอย่างครอบคลุมทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กร เช่น การบริหารความเสี่ยง การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนานวัตกรรม และเพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนซึ่งมีขนาดและสภาพคล่องผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด
กูรูมองไม่เหมาะที่จะอยู่ใน SET50
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด มองประเด็นการขายหุ้นของผู้บริหาร DELTA ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเชื่อว่าการที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นผู้บริหารก็ย่อมที่จะขายหุ้นออกมา ขณะเดียวกันถือเป็นการขายออกมาส่วนน้อย แต่ในสิ่งที่แปลก และเป็นข้อสังเกตคือทำไมหุ้น DELTA ถึงเพิ่งจะเข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์ เพราะในช่วงที่ผ่านมาหุ้นของ DELTA ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เทิร์นโอเวอร์ลิสต์มานานแล้ว ซึ่งการที่หุ้นจะติดแคชบาลานซ์ นั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทั้งนี้มองว่า DELTA เป็นหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติสูง จึงไม่ควรที่จะได้รับการเข้าไปคำนวณอยู่ใน SET50 โดยคาดว่าการคำนวณหุ้นเข้าดัชนี SET50 ในรอบหน้า หุ้น DELTA จะถูดตัดออกจาก SET50 เพราะว่าเงื่อนไขของสภาพคล่องหุ้นจะต้องมีมากกว่านี้ สำหรับการที่หุ้น DELTA ได้รับการคำนวณอยู่ใน SETTHSI โดยหากดูที่พื้นฐานของทิศทางกำไรบริษัทก็ยังอยู่ในทิศทางที่ดี แต่ขนาดและมูลค่าของกิจการบริษัทมีความผิดปกติ ซึ่งมันเรื่องที่แปลกที่มูลค่ากิจการจากระดับ 65,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 800,000 ล้านบาท แค่เพียงในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี จึงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นมาว่า บริษัทจะมีธุรกิจที่เติบโตได้ขนาดนั้นจริงๆหรือไม่ จะมีความเหมาะสมกับมูลค่าของกิจการด้วยหรือเปล่า ถึงว่าจะมีความสามารถในการทำกำไร แต่เมื่อพิจารณาแล้วดูจะไม่เหมาะสมกับมูลค่ากิจการที่แท้จริง
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การที่ผู้บริหารซื้อขายหุ้นนั้นก็ต้องมองว่าขายเพราะอะไร ส่วนการที่ผลประกอบการยั่งยืนหรือไม่ ในหุ้นต่างประเทศถึงแม้ว่าผลประกอบการบริษัทจะดี แต่ราคาหุ้นก็ไม่ขึ้นตามไปด้วย เพราะว่าหุ้นแพงเกินไป ในจุดนี้เองนักลงทุนก็ต้องใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจ ในระยะสั้นสภาพความต้องการไม่สมดดุล ทำให้หุ้นเกินความเหมาะสมไป แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นจะเหมาะสมนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน

