NER มั่นใจยอดขายปีนี้เข้าเป้า 4.6 แสนตัน คาดแผ่นปูรองปศุสัตว์ เริ่มหนุนกำไรปี 66 ทุ่มงบ 400 ล้านบาทขยายกำลังผลิตเพิ่ม
NER มั่นใจยอดขายปี 65 เข้าเป้าที่ 4.6 แสนตัน หลังยอดส่งออกสินค้าคล่องตัวมากขึ้น พร้อมปักธงแผนปี 66 ยอดขายแตะ 5 แสนตัน หลังขยายฐานลูกค้าอินเดียเพิ่ม ทุ่มงบลงทุน 400 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตเพิ่ม
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจของปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายปีนี้ที่ 4.6 แสนตัน จากราคายางพาราที่ปรับขึ้น นอกจากนี้ยอดส่งออกสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น จากสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์ที่ดีขึ้น ประกอบกับมีปริมาณออเดอร์จากลูกค้ารายใหม่เพิ่มมากขึ้น อาทิ อินเดีย ,ฮ่องกง, สิงคโปร์ และจีน เป็นต้น
ด้านแผ่นปูรองปศุสัตว์ปัจจุบันได้ติดตั้งเครื่องจักรและเริ่มการผลิตแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯได้ทำการตลาดและได้ส่งสินค้าทดลองให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว และจะเริ่มส่งสินค้าออกไปต่างประเทศในไตรมาส 1/2566 ตามการผลิตและขายที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้แก่บริษัท เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง โดยมองว่าความต้องการแผ่นปูรองนอนปศุสัตว์ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับภาพธุรกิจปี 2566 คาดว่าจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 5 แสนตัน โดยมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตและสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์เริ่มกลับมาดีขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการขยายตลาดกลุ่มลูกค้า “ประเทศอินเดีย” มากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีการเซ็นสัญญา “กลุ่มลูกค้าใหม่” ในอินเดียเพิ่มขึ้นอีก 5 ราย ตั้งเป้าในปี 2566 จะมียอดขายจากอินเดีย 5 หมื่นตันหรือคิดเป็น 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
“บริษัทเน้นเจาะลูกค้าใหม่ในอินเดียมากขึ้น หลังพบว่าอินเดียมีความต้องการใช้สินค้าค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งมาจากซัพพลายยางพาราในอินโดนีเซียหายออกไปจากตลาดกว่า 10% เนื่องจากอินโดนีเซียเจอปัญหายางพารายืนต้นตายจำนวนมาก ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา” นายชูวิทย์กล่าว
ด้านการขายในปัจจุบัน บริษัทมีการจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าในหลากหลายประเทศ ประกอบด้วยประเทศไทย ประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศจีน ขณะที่มีการเจรจาลูกค้าใหม่จากประเทศอินเดีย และ ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีการมองหาตลาดใหม่ในทวีป “ยุโรป” เพิ่มอีกด้วย
ทั้งนี้บริษัทได้วางงบลงทุนในปีหน้าไว้ราว 400 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มกำลังผลิตสินค้ามากขึ้นแต่จะใช้จำนวนเงินไม่สูงมากนัก ซึ่งงบลงทุนส่วนใหญ่หรือราว 300 ล้านบาท บริษัทจะนำไปมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาสินค้าสำเร็จรูป
โดยจะเป็นสินค้าปลายน้ำที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอย่างต่อเนื่องโดยจะเริ่มเปิดตัวสินค้าสำเร็จรูปในปี 66 ซึ่งจะทำให้สัดส่วนยอดขายสินค้าปลายน้ำจะเติบโตขึ้นเป็นลำดับและเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่บริษัทในระยะยาว
