MGC ตัวแทนจำหน่ายยานยนต์ แบรนด์ชั้นนำของโลก กำลังจะเข้าตลาดหุ้น
กระแสความต้องการยานพาหนะยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์แบบสันดาป และ EV ดังนั้นคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคาร จึงได้หยิบยกอีกหนึ่งบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ที่มีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดธุรกิจ ยานยนต์ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน มานำเสนอนักลงทุน
ทั้งนี้ตามแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) พบว่าMGC ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจอย่างครบวงจรในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยธุรกิจหลักของบริษัทฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ 2.กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ และ 3. กลุ่มธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และคนขับ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี กลุ่มธุรกิจให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) บริการบริหารจัดการ (Shared Service) บริการทางการเงินสำหรับยานยนต์ นายหน้าประกันภัย และบริการทำความสะอาดและเคลือบสีรถยนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบธุรกิจหลักของบริษัทฯ
ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น BMW, Mini, Honda และ Rolls-Royce สำหรับรถยนต์ รวมทั้ง BMW Motorrad และ Harley-Davidson สำหรับรถจักรยานยนต์ และ Azimut สำหรับเรือยอร์ช และ Chris Craft สำหรับเรือแม่น้ำ
โดยในปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อันดับ 1 ของประเทศไทยสำหรับรถยนต์แบรนด์ BMW และ Mini มีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 38.1% และประมาณ 60.3% ของจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนใหม่ป้ายแดงที่จดทะเบียนในประเทศไทย แบรนด์ BMW และ Mini ในปี 2564 ตามลำดับ
และถือเป็นผู้ให้บริการหลังการขายและบริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ ที่มีขนาดใหญ่ มีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่สำคัญทั่วประเทศและมีคุณภาพในการให้บริการที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่าบริษัทฯ สามารถสร้างธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ ได้อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ซึ่งได้แก่ Sixt SE (ธุรกิจเช่ารถยนต์ระยะสั้น) Bosch (ธุรกิจซ่อมบำรุงรถยนต์) และ Howden (ธุรกิจนายหน้าประกันภัย) ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความน่าเชื่อถือ และศักยภาพของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายธุรกิจร่วมกับผู้เล่นรายสำคัญระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มเติมในอนาคต
ขณะเดียวกันยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อันดับ 1 ในส่วนของบริการหลังการขายในประเทศไทยสำหรับรถยนต์แบรนด์ BMW และ Mini เมื่อพิจารณาจากจำนวนรถยนต์แบรนด์ BMW และ Mini ที่เข้ามาใช้บริการหลังการขายในเครือข่ายศูนย์บริการของตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ BMW และ Mini ทั้งหมดในประเทศไทยในปี 2564
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะให้บริการแก่ลูกค้าทุกรายด้วยเครือข่ายศูนย์จัดจำหน่ายและศูนย์บริการภายใต้กลุ่มธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือยอร์ช และเรือแม่น้ำ รวมทั้งสิ้น 47 สาขา ที่ครอบคลุมและตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย 30 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 17 สาขาในต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังมีศูนย์ให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระภายใต้แบรนด์ MMS Bosch Service อยู่ทั้งหมด 18 สาขา และจุดให้บริการเช่ารถยนต์ระยะสั้นภายใต้แบรนด์ Sixt Rent a Car ทั้งหมด 15 สาขา
หากเข้าไปสำรวจจำนวนสาขาให้บริการในแต่ละแบรนด์ ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 พบว่า รถยนต์แบรนด์ BMW และ Mini กลุ่มบริษัทฯ เริ่มจัดจำหน่ายเป็นแบรนด์แรกๆ มาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งมีรถยนต์ BMW เป็นแบรนด์หลัก โดยมีศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ BMW 9 สาขา และ Mini 7 สาขา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ BMW และ Mini เพิ่มอีกแบรนด์ละ 1 สาขา ภายในไตรมาสที่ 1/2566
ส่วนรถยนต์แบรนด์ Honda กลุ่มบริษัทฯ เริ่มจัดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2555 โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ Honda รวมทั้งหมด 5 สาขา ประกอบด้วย 4 สาขาในกรุงเทพฯ และ 1 สาขาในต่างจังหวัด
ขณะที่รถยนต์แบรนด์ Rolls-Royce กลุ่มบริษัทฯ เริ่มจัดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2555 โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ Rolls-Royce จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 3 ซึ่งเป็นสาขาแรก และสาขาสยามพารากอน โดยบริษัท GW ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Rolls-Royce อย่างเป็นทางการเพียงรายเดียวในประเทศไทย
ด้านรถจักรยานยนต์แบรนด์ BMW Motorrad บริษัทฯ เริ่มจัดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2560 โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีศูนย์จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซึ่งตั้งอยู่รวมกับศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ BMW รวมทั้งหมด 6 สาขา ประกอบด้วย 3 สาขาในกรุงเทพฯ และ 3 สาขาในต่างจังหวัด
ต่อมารถจักรยานยนต์แบรนด์ Harley-Davidson บริษัทฯ เริ่มจัดจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2560 โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีศูนย์จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 3 สาขา ประกอบด้วย 1 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (จังหวัดนนทบุรี) 1 สาขาในจังหวัดอุบลราชธานี และ 1 สาขาในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
และเรือยอร์ชแบรนด์ Azimut มีศูนย์จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายสำหรับเรือยอร์ชอยู่ทั้งหมด 2 แห่ง ได้แก่ Ocean Marina Yacht Club ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี และ Boat Lagoon ที่จังหวัดภูเก็ต ส่วนเรือแม่น้ำแบรนด์ Chris Craft ยังไม่มีศูนย์จัดจำหน่าย แต่มีแผนและอยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดศูนย์จัดจำหน่ายและบริการหลังการขายครบวงจรสำหรับเรือแม่น้ำแห่งแรกที่ Riverdale Marina ที่จังหวัดปทุมธานี ภายในไตรมาสที่ 1/2566
ด้านธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสอง เริ่มประกอบธุรกิจรับซื้อและจัดจำหน่ายรถยนต์มือสองมาตั้งแต่ปี 2547 ด้วยแบรนด์ Master Certified Used Car โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 มีศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์มือสองรวมทั้งหมด 13 สาขา ประกอบด้วย 10 สาขาในกรุงเทพฯ และ 3 สาขาในต่างจังหวัด และมีแผนที่จะเปิดศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์มือสองเพิ่มอีกจำนวน 1 สาขา ภายในไตรมาส 1/2566
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือยอร์ช และเรือแม่น้ำแบรนด์ต่างๆ ประกอบด้วย BMW สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท BMW Thailand ส่วน Mini สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท BMW Thailand ขณะที่ Honda สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท Honda Thailand ด้าน Rolls-Royce สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท BMW Thailand
ถัดมารถจักรยานยนต์ BMW Motorrad สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท BMW Thailand ส่วนรถจักรยานยนต์ Harley-Davidson สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท Harley-Davidson Thailand ขณะที่เรือยอร์ช Azimut สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท อซิมุท เบเนตตี จำกัด และเรือแม่น้ำ Chris Craft สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท คริสท์ คราฟท์ จำกัด
โครงสร้างรายได้
บริษัทมีรายได้รวมในปี 2563 ที่ 20,275.3 ล้านบาท ปี 2564 เพิ่มเป็น 21,350.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% เป็นผลมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการของกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์เป็นหลัก จาก 15,804.6 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 17,081.0 ล้านบาท ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นในอัตรา 8.1%
และงวด 9 เดือนปี 2565 มีรายได้รวม 16,657.3 ล้านบาท เติบโต 14%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 14,603.8 ล้านบาท โดยงวด 9 เดือนปี 2565 สัดส่วนรายได้กว่า 79% มาจากกลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์
ส่วนกำไรสุทธิสำหรับปี 2562-2564 เท่ากับ 21.2 ล้านบาท 188.8 ล้านบาท และ 295.5 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 789.3% ในปี 2563 และเพิ่มขึ้น 56.5% ในปี 2564 และงวด 9 เดือนปี 2564 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 33.5 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนปี 2565 มีกำไรสุทธิเท่ากับ 299.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 793.8%

