โบรกฯ ชี้ BCP ราคาเป้าหมายพุ่งอีก 18 บาท หากปิดดีลเทกโอเวอร์ ESSO สำเร็จ แถมช่วยหนุนกำไรต่อหุ้นโตกว่า 57%
จากข่าวใหญ่ บริษัท เอ็กซอนโมบิล เอเชีย โฮลดิ้ง พีทีอี แอลทีดี (เอ็กซอนโมบิล) ผู้ถือหุ้นของ ESSO จำนวน 65.99% ได้ลงนามว่าจะขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมดให้กับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และจะดำเนินการตั้งโต๊ะทำเทนเดอร์หุ้นที่เหลือทั้งหมดของ ESSO
ล่าสุดนักวิเคราะห์มองบวกต่อประเด็นดังกล่าว โดยราคาเข้าซื้อเบื้องต้นที่ประเมินได้อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านบาท รวมทั้งทำให้เกิดมูลค่าจาก synergy (ก่อนหักภาษี) ประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท จะหนุนให้ราคาเป้าหมายของ BCP ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก 17-18 บาท/หุ้น หากดีลสำเร็จ
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มีความเห็นว่า การซื้อกิจการ ESSO จะทำให้ธุรกิจการตลาดน้ำมันเติบโตแบบก้าวกระโดด ผู้บริหารกล่าวว่า การเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ในการเข้าซื้อหุ้นของ ESSO สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทยและเพิ่มการเข้าถึงพลังงานได้ง่ายขึ้น
โดยการลงทุนครั้งนี้จะสร้างกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานเพื่อนำไปลงทุนต่อ และเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่ง BCP จะต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือหลังจากบริษัทได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในเดือน เม.ย. ในขณะที่ผู้บริหารไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการเพิกถอนหุ้น ESSO ออกจากตลาด
สำหรับการซื้อกิจการ ESSO จะทำให้กำลังการผลิตติดตั้งโรงกลั่นทั้งหมดของ BCP เพิ่มขึ้นกว่า เท่าตัวจาก 1.20 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน สู่ 2.94 แสนบาร์เรลต่อวัน และสถานีบริการน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 59% จาก 1,320 แห่ง (ข้อมูล ณสิ้นสุด ไตรมาส 3/65) สู่ 2,100 แห่ง
คาดราคาซื้อ 3.06 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ผู้บริหารยืนยันว่าราคาเข้าซื้ออิงกับมูลค่ากิจการที่ 5.55 หมื่นล้านบาท และมีกลไกการปรับราคาเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในหนี้สินสุทธิ เงินทุนหมุนเวียน มูลค่าน้ำมันคงคลังที่ 7.4 ล้านบาร์เรล และสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ ณ วันที่ทำธุรกรรมแล้วเสร็จ จากข้อมูลล่าสุด (สิ้นเดือนก.ย. 2565) ราคาเข้าซื้อเบื้องต้นที่ประเมินได้อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านบาท (8.84 บาท/หุ้น) ทั้งนี้ ExxonMobil ใช้กลไกการปรับราคาที่คล้ายกันกับการขายสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้แน่ใจว่าได้มูลค่ายุติธรรมสำหรับทั้งผู้ขายและผู้ซื้อเมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันที่ผันผวน
สำหรับประโยชนที่ BCP จะได้รับ การซื้อกิจการ ESSO จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์นํ้ามันสำเร็จรูปสำหรับธุรกิจการตลาด ของ BCP นอกจากนี้ ESSO ยังจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานลูกค้าในกลุ่ม commercial/wholesale ของ BCP และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์นํ้ามันสำเร็จรูปประเภทเบา (นํ้ามันเบนซิน)
นอกจากนี้ผู้บริหารยังคาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้เกิดมูลค่าจาก synergy (ก่อนหักภาษี) ประมาณ 1.5-2 พันล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนจากการจัดหานํ้ามันดิบ การประกอบธุรกิจโรงกลั่น การขนส่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจทางอ้อม
ขณะเดียวกันการซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยหนุนให้ EPS ตามข้อมูลทางการเงินเสมือน ปรับเพิ่มขึ้นได้ 57% เมื่อเทียบกับงบการเงินเฉพาะกิจการของ BCP โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (ไม่รวม synergy จาก crude run rateที่ดีขึ้น) และจะเพิ่มเป็น 66% ด้วย synergy ด้าน crude run ระหว่าง BCP และ ESSO
ทั้งนี้ธุรกรรมนี้จะใช้แหล่งเงินทุนทั้งหมดจากวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากธนาคาร โดยอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับข้อกำหนด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ย บริษัทคาดว่าอันดับเครดิตจะไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนและอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นสู่ 1.7 เท่า และ 2.2 เท่า ตามลำดับ (หากเข้าถือหุ้น 100% ใน ESSO) เทียบกับ 0.6 เท่า และ 1.1 เท่า ก่อนซื้อกิจการ
โดยผู้บริหารคาดว่าธุรกรรมนี้จะเสร็จสิ้นภายในครึ่งหลังปี 66 (น่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3/66 ถึงต้นไตรมาส 4/66) หลังจากบรรลุเงื่อนไขบังคับก่อน เช่น ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของ BCP และได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงพลังงานให้ ESSO เปลี่ยนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และได้รับความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
ดันราคาเป้าหมายเพิ่มอีก 17-18 บาท
ดังนั้นฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการซื้อกิจการ ESSO จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ BCP เมื่อพิจารณาจากราคาเข้าซื้้อยุติธรรม กำไรส่วนเพิ่มจาก ESSO และประโยชน์จาก synergy ในด้านการดำเนินงานและการตลาด ประเมินในเบื้องต้นได้ว่าการซื้อกิจการ ESSO จะหนุนให้ราคาเป้าหมายของ BCP ปรับเพิ่มขึ้นนได้อีก 17-18 บาท/หุ้น หากดีลสำเร็จ โดยอิงกับการซื้อกิจการ 100% ยังคงเรทติ้ง OUTPERFORM สำหรับ BCP ด้วยราคาเป้าหมาย 44 บาท/หุ้น (ก่อนซื้้อกิจการ ESSO) ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรของ BCP พอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลาย และประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี
ส่วนมูมมองบล. ธนชาต มีความเห็นว่า กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจาก ESSO เป็นสินทรัพย์ดำเนินการ และ BCP ไม่มีแผนที่จะเพิ่มทุน จึงคาดว่ากำไรต่อหุ้นของ BCP จะเพิ่มขึ้น 5/19% ภายใต้สัดส่วนการถือหุ้น 66% ใน ESSO และธุรกรรมจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3/66
ด้านแผนการเพิกถอน ESSO ยังไม่แน่นอน BCP ระบุว่าบริษัทฯ ได้เตรียมเงินทุนเพื่อเข้าถือหุ้น 100% ใน ESSO แล้ว แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของ ESSO ยังคงสามารถเลือกที่จะคงหุ้นไว้ได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ถือหุ้นของ ESSO เข้าร่วมทำคำเสนอซื้อมากน้อยเพียงใด
ขณะที่ BCP อาจได้รับการ re-rating จากการเกิด synergy จากข้อมูลของ BCP, ดีลนี้จะทำให้เกิด synergy ทันทีที่ 1.5-2 พันลบ. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการประหยัดต้นทุน สำหรับในระยะยาว เราเห็นโอกาสสำหรับ BCP ในการปรับปรุงโรงกลั่นของ ESSO ไปอีก เนื่องจากยังใช้งานไม่เต็มที่ Exxon (บริษัทแม่) มีสินทรัพย์หลายแห่งในเอเชีย และบริหารโรงกลั่นแต่ละแห่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ของกลุ่มโดยรวม ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดเฉพาะแก่โรงกลั่นไทยเท่านั้น นอกจากนี้ ESSO ยังมีที่ดินอีก 800 ไร่ในศรีราชา ซึ่งสามารถใช้สำหรับการขยายตัวในอนาคต สำหรับธุรกิจค้าปลีก BCP สามารถยกระดับธุรกิจ non-oil ของ ESSO และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก BCP มีแผนที่จะเปลี่ยนสถานีบริการของ ESSO ภายใน 2 ปีข้างหน้า
ดังนั้นมุมมองของฝ่ายวิจัยราคาหุ้น ESSO จะยังคงถูกกดดัน เนื่องจากมูลค่าสุทธิของกิจการอยู่ที่ 5.55 หมื่นลบ. แล้ว ในขณะเดียวกัน เรามองว่า BCP มี upside risk มากขึ้นไปอีก เนื่องจากเรามองว่าดีลนี้เป็นบวก ด้วยมีราคาที่น่าสนใจ และมี synergy ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์ที่ยังไม่เต็มที่ของสินทรัพย์ของ ESSO มากขึ้น เรากำลังทบทวนคำแนะนำของเราสำหรับ ESSO ขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” BCP
