ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยยังมีเสน่ห์ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน หลังปี 65 พบยอดจ่ายปันผลกว่า 6.45 แสนลบ.
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เผยเดือนม.ค. หุ้นไทยปิดบวก มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 72,012 ล้านบาท มองปัจจัยการเมืองยังไม่ชัดเจน ชี้บริษัทจดทะเบียนไทยมีความสามารถในการเติบโตอยู่แล้ว
ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันที่เคลื่อนไหวในลักษณะของไซด์เวย์ เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นหลังคลายความกังวลเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น จากปีก่อนที่มีเพียงตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่โดดเด่น
ส่วนการเลือกตั้งในประเทศที่เริ่มเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไรนั้น มองว่าต้องรอดูว่าจะมีนโยบายไปในทิศทางไหน เพราะแต่ละนโยบายจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม มองว่าบริษัทจดทะเบียนไทยมีความสามารถที่จะสร้างการเติบโตด้วยตนเองอยู่แล้ว
ด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ แต่ภาพรวมตลาดหุ้นในเดือนม.ค. 2566 ยังเป็นบวก โดยตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,671.46 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้า และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 72,012 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 56,184 ล้านบาท และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4/65 นับเป็นเซนติเมนเชิงบวก
เนื่องจากมีเงินลงทุนเคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่องและมีข่าวดีจากการเปิดประเทศของจีน ส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติและมูลค่าการส่งออกจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ความกังวลเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยลดลง ตามตัวเลจเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2566 ว่าจะขยายตัวที่ 2.9% เพิ่มขึ้นจาก 2.7% ตามที่ได้เผยแพร่รายงานเมื่อเดือนตุลาคม 2565 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคลายความกังวลเกี่ยวกับการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง อีกทั้งเงินเฟ้อที่ลดลงอาจนำไปสู่การผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เร็วกว่าคาด
ขณะที่ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่ โดยในเดือนม.ค. 2566 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 18,997 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ที่ดึงดูดการลงทุนจากการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอและค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ในปี 2565 บริษัทจดทะเบียนใน SET และ mai มีการจ่ายเงินปันผลรวมสูงกว่า 645,622 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการจ่ายเงินปันผลของ 564 ล้านบาท รวม 846 ครั้ง ซึ่งการจ่ายเงินปันผลส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเดือนมี.ค - พ.ค. ซึ่งมองว่าหากบรัทจดทะเบียนยังจ่ายเงินปันผลในอัตราเท่าเดิมน่าจะทำให้ส่วนนี้ขยายตัว
