Official Update :

PTTGC คาดปี 66 ยอดขายโต 15% ส่งสัญญาณธุรปิโตรเคมีฟื้นตัว ลุยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ช่วยดันมาร์จิ้น

PTTGC คาดยอดขายปีนี้โต 15%และ EBITDA โต 4% ตามกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลังรับรู้รายได้จาก Allnex เต็มปี พร้อมเตรียมสรุปแผนลงทุนพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงในสหรัฐฯภายในปีนี้ ทั้งนี้วางงบลงทุนปี 66 ราว 1 หมื่นลบ. รองรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง


โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า คาดยอดขายปี 2566 จะเติบโตจากปีก่อน 15% และ EBITDA เติบโตอยู่ที่ระดับ 4% ตามกำลังการผลิตรวมที่เพิ่มขึ้นและการรับรายได้จากกิจการ Allnex Holding GmbH (Allnex)ได้เต็มปี


สำหรับโครงการที่พร้อมดำเนินงานเชิงพาณิชย์จะประกอบไปด้วย โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) ที่เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66 และโครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66


ด้านภาพรวมของความต้องการใช้ปิโตรเคมี เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นจากการกลับมาประเทศอีกครั้งของจีน  รวมถึงในอุตสาหกรรมปลายทางในตลาดโลก อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ สิ่งทอ และก่อสร้าง มีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจาก 2 ปัจจัยข้างต้นจะช่วยส่งผลให้สเปรดของราคาปิโตรเคมีปรับตัวขึ้นตาม


ส่วนแผนการลงทุนของบริษัทในปีนี้ไว้วางลงทุนไว้ราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นเงินในการรองรับโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างได้แก่โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 ,โครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง และโครงการก่อสร้างโรงงานไบโอพลาสติก PLA แห่งที่ 2 รวมไปถึงการขยายและปรับปรุงการผลิตของโรงงานเดิม

อย่างไรก็ดีบริษัทยังคงมีกลยุทธ์ในการแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่หรือในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงบลงทุนที่จะนำรองรับการลงทุนดังกล่าวไม่ได้ถูกรวมอยู่ในแหล่งเงินทุนข้างต้น แต่หากเป็นธุรกิจที่มีความสนใจบริษัทก็พร้อมที่จะพิจารณาการลงทุนได้ในทันที


โดยปัจจุบันบริษัทมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนหรือขยายกิจการไปยังประเทศสหรัฐฯในธุรกิจพลาสติกคุณภาพสูงซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนรูปแบบการลงทุนมีความเป็นไปได้ทั้งการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนก่อสร้างโรงงานเองโดยอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างราว 1-2 ปี


ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของ EBITDA ให้เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4%ต่อปีไปจนถึงปี 2573 โดยการจะรักษาการเติบโตจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนยอดขายของผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง (HVP)จากปัจจุบันอยู่ที่ 36% ซึ่งได้วางเป้าหมายภายในปี 2573 จะขึ้นเป็นสัดส่วนหลักหรือราว 56% ของยอดขายรวม โดยสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นค่อนข้างสูง


อนึ่ง บริษัทยังคงดำเนินธุรกิจควบคู่ไปแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอน โดยมีแผนการดำเนินงานโรดแมพเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการปลดปล่อยคาร์บอนในปี 2573 ประกอบไปด้วย Efficiency-driven ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหลากหลายโครงการ


ขณะเดียวกัน Portfolio-driven เดินหน้าปรับสัดส่วนธุรกิจมุ่งสู่ธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยการลงทุนในธุรกิจกลุ่ม High Value Business (HVB) และธุรกิจที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมแสวงหาโอกาสในการสร้าง Synergy (Leverage Synergy) ให้เกิดมูลค่าสูงสุดจากธุรกิจ ตลาด และเทคโนโลยี


และสุดท้าย Compensation-driven ดำเนินโครงการฟื้นฟูและเสริมสร้างสมดุลของระบบนิเวศของป่าร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมรวมถึงชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 บนพื้นที่รวมกว่า 2,500 ไร่ อาทิ โครงการปลูกป่านิเวศระยองวนารมย์ ตามหลักการ Eco Forest และสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และลงทุนใน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) ในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม