4 หุ้น น้ำตาลกำลังเป็นขาขึ้น เมื่อราคาตลาดโลกนิวไฮด์รอบ 4ปี
ความร้อนแรงของอุตสาหกรรมน้ำตาล ที่ปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากกำลังการผลิตของประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกอย่างบราซิลปรับตัวลดลง รวมทั้งการขาดแคลน Supply ในประเทศไทย สวนทางกับความต้องการที่ยังสูงขึ้น ดังนั้นจากประเด็นดังกล่าวแน่นอนว่าถือเป็นผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มธุรกิจนี้ โดยใครบ้างที่ทำธุรกิจน้ำตาล วันนี้เราจะพามาหาคำตอบ
“ในปี 2564 คาดกลับสู่ขาขึ้น จาก Supply deficit ปี 63/64 ที่ 21 0.58 ล้านตัน หนุนราคา น้ำตาล ปรับขึ้น จาก Supply ขาดแคลน 1.Supply ไทย ลดลง 10% จากปีก่อน 2.บราซิล (ผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก) กำลังผลิตลด รวมถึงหันไปทำเอทานอลมากขึ้นจากน้ำมันเริ่มขึ้น ฝั่ง Demand ยังสูงทั้งจากผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกอย่างอินโดนีเซีย กับจีน และล่าสุดราคา น้ำตาล ณ วันที่ 18 ก.พ.64 ยังทำ New high ต่อในรอบ 4 ปี เติบโต 3% มาที่ 17.5 เซ็นต์” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าว
ขณะที่หุ้นที่ดำเนินธุรกิจดังกล่าวนั้น เริ่มจาก KSL โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยหนุนกำไรปกติปีนี้ของ KSL ให้เติบโต 20% จะมาจาก ราคา น้ำตาล ที่คาดเติบโต 16% มาที่ 16 เซ็นต์/กิโลกรัม ช่วยชดเชย ปริมาณขายที่ลดลง 7% จากปีก่อน ซึ่งล่าสุด บริษัทล็อคราคาขายล่วงหน้าราว 50% ที่ 16.5 เซ็นต์ ช่วยหนุนกำไรไตรมาส 2-3/64 แม้ระยะสั้นคาดกำไรไตรมาส 1/64 ยังไม่เด่น จากปริมาณขายลด ดังนั้นจึงเป็นรอบที่ดีของธุรกิจจากราคา น้ำตาล ปรับตัวขึ้น สามารถเก็งกำไรได้ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 3.4 บาท
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) จำกัด บอกว่า ปรับประมาณการราคาขายน้ำตาลของ KSL ขึ้น 9% และปรับกำไรหลักขึ้น 7% รวมถึงปรับ PER ขึ้นจาก 14 เท่าเป็น 17 เท่า อิงกรอบ PER ในอดีตในช่วงที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเป็นช่วงขาขึ้นในระหว่างเดือน ม.ค. 60-มี.ค.61 โดยรวมมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลกหนุนโดยจากผลกระทบของภาวะลานีญ่าต่ออุปทานอ้อยในบราซิลในช่วงครึ่งแรกของปี 64 และภาวะแห้งแล้งที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกในไทย จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 3.50 บาท
ส่วน KTIS นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะเก็งกำไร (ยังไม่มีเป้าหมายใน Consensus) โดยราคาน้ำตาลในตลาดโลกล่าสุดทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี จากต้นฤดูกาลหีบเดือน ต.ค.63 (ปัจจุบันขายล่วงหน้าไปราว 60% มี Upside หากราคา น้ำตาล ปรับขึ้นไปอีก)
รวมทั้งขยายโรงงานผลิตเอทานอลใหม่ตามแผน โครงการไบโอคอมเพล็กซ์ (ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ โดย JV กับ GGC) โดยปีนี้เป็นเฟสแรกจะทำการผลิตเฉพาะเอทานอล และรอลุ้นกระทรวงพลังงานตัดสินใจเรื่องการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ปรับ E20 เป็นน้ำมันมาตรฐานแทน
รวมทั้ง Upside จากการขายเยื่อกระดาษจากชานอ้อย และการแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร หลอดกระดาษ รับมติครม. ล่าสุด แผนยกเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง นักลงทุนอาจพิจารณาเก็งกำไร KSL แนวรับ 2.9 บาท / แนวต้าน 3.04 - 3.2 บาท (Stop loss 2.8 บาท)
ตามด้วย BRR โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรปี 64 จะเติบโต 16.5 เท่าตัวมาอยู่ที่ 190 ล้านบาท ทั้งจากราคาน้ำตาลและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ด้วยจำนวนพื้นที่เพาะปลูกในปี 63 ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบจะเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านต้นในปีก่อนมาอยู่ที่ 2.1 ล้านตันในฤดูกาลปี 64 ขณะราคาน้ำตาลโลกพุ่ง เป็นผลให้ราคาเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 15.89 เซ็นต์/ปอนด์ ซึ่งขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปี 60
ทั้งนี้เมื่อหักล้างกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาน้ำตาลโลกเฉลี่ย YTD ในรูปเงินบาทอยู่ที่ 10.51 บาท/กิโลกรัม เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 61 ผลบวกดังกล่าวคาดกำไรงวดไตรมาส 1/64 จะค่อนข้างสดใสและจะสูงกว่างวดไตรมาส 3/63 ขณะที่เชื่อว่าราคาน้ำตาลโลกเฉลี่ยทั้งปี 64 จะอยู่ที่ราว 10 บาท/กิโลกรัม สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 63 ซึ่งอยู่ที่ 8.9 บาท/กิโลกรัม ตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น
อีกทั้งบริษัทได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 31.5 บาท/เหรียญสหรัฐราว 10% ของปริมาณส่งออก นอกจากนี้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยมีแนวโน้มดีขึ้น หลังปรับแผนหันมาโฟกัสในประเทศมากขึ้น และคาดจะได้คำสั่งจากต่างประเทศหลังโควิดคลี่คลาย คาดหนุนกำไรปี 64 ที่ 190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5 เท่าตัวจากปี 63 ดังนั้นกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องชัดเจนในปี 64 ราคาหุ้นมี upside 21.4% แนะนำ ซื้อลงทุน มูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 4.20 บาท ขณะที่พื้นดินชุ่มชื้นปี 64 คาดจะทำให้ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปี 65 กลับมาสู่ปกติที่ 3 ล้านตัน หนุนการเติบโตปี 65
และสุดท้าย KBS ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย และธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย ได้แก่ การขายกากน้ำตาล การขายไฟฟ้า ล่าสุดยังไม่มีบทวิเคราะห์ แต่เมื่อสำรวจงบการเงินงวด เงินงวด ปี 63 พบว่ามีผลขาดทุนสุทธิ 634 ล้านบาท จากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 179 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นล่าสุด ณ 23 ก.พ. อยู่ที่ 3.10 บาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 63 ที่อยู่ระดับ 2.94 บาท โดยมี P/BV 0.59 เท่า

