นักวิเคราะห์ชี้! เหตุการณ์ปิดแบงก์ที่สหรัฐฯ ไม่กระทบถึงธนาคารในไทย หลังมีปริมาณเงินกองทุนแข็งแกร่ง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจชัดเจนมากขึ้น โดยเริ่มจากกลุ่มธนาคาร ซึ่งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีธนาคาร 3 แห่งของสหรัฐฯ ที่ประกาศยุติกิจการและถูกสั่งปิดการดำเนินงานจากทางการสหรัฐฯ เนื่องจากประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง คือ ธนาคาร Silvergate หลังประสบปัญหาการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ Cryptocurrency ไม่ว่าจะเป็น Coinbase , Micorstrategy , FTX
รวมถึงธนาคาร Silicon Valley (SVB) ที่กระทบถึง Coinbase และ USDC – US Stable coin Cryptocurrency ส่งผลให้เกิดภาวะ Bank Run (ผู้ฝากเงินแย่งกันถอนเงินฝากในระยะเวลาสั้น) ตามมา และล่าสุดเช้าวันนี้ (13 มี.ค. 66) ธนาคาร Signature ถูกสั่งปิดกิจการตามคำสั่งของหน่วยงานด้านการกำกับกิจการประจำรัฐนิวยอร์ก เพื่อป้องกันวิกฤตการธนาคารที่ลุกลาม
จากแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นทั่วโลก และปัญหาการด้านสภาพคล่องทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อธนาคารสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง 3 แห่ง ทำให้เกิดความกังวลว่า ปัญหาดังกล่าวจะลุกลามมาจนถึงธนาคารภูมิภาคเอเชียและธนาคารไทยหรือไม่ รวมถึงจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากน้อยแค่ไหน
แบงก์ไทยแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ
โดยนายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มองหุ้นธนาคารไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในลักษณะเดียวกับ SVB ต่ำมาก เนื่องจากมีสัดูส่วนของธุรกิจที่เป็น Tech Start-Up ไม่มาก และยังเน้นดำเนินธุรกิจกับลูกค้าที่เป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ธุรกิจการเงิน (25.3% ของสินเชื่อทั้งระบบ), อสังหาฯ (14.5% ของสินเชื่อทั้งระบบ) และกลุ่มการผลิต (12.3% ของสินเชื่อทั้งระบบ) นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในไทยยังอยู่ในระดับ 1.5% ใกล้เคียงกับช่วงก่อน COVID-19 แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเร่งตัวขึ้นสูงจนแตะระดับ 4.5-4.75% ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤต Subprime
ทำให้เรามองว่าช่องทางการกู้เงินจากธนาคารหรือการออกหุ้นกู้ในไทยยังมีประสิทธิภาพและเป็นแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการไทยได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่ภาคธุรกิจจะเร่งถอนเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อใช้เป็นเงินทุนในการทำธุรกิจเหมือนในกรณีที่เกิดขึ้นกับ SVB ส่วนผลกระทบที่จะส่งผ่านมายังไทยก็จำกัดเช่นกัน เพราะธนาคารไทยเน้นดำเนินธุรกิจในไทยและเอเชียเท่านั้นอีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญคือความเสี่ยงจากการที่ธนาคารจะรับรู้ผลขาดทุนจาก
สำหรับการถือครองตราสารหนี้ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เรารวบรวมการถือครองตราสารหนี้ของแต่ละธนาคารภายใต้ Coverage ของเราไว้ โดยพบว่ากลุ่มธนาคารไทยมีสัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ทียบกับสินทรัพย์รวมในปี 2565 เพียง 14.2% เทียบกับกรณีของ SVB ที่มีสัดส่วนดังกล่าวสูงถึง 55% อีกทั้งกว่า 38% ของการถือครองตราสารหนี้จะเป็นการถือจนครบกำหนด (Hold to Maturity) ซึ่งจะไม่ถูก Mark to Market และไม่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย
นอกจากนี้ เราได้รวมข้อมูลผลขาดทุนจากการถือครองตราสารหนีทีมีการตีมูลค่าผ่านงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (FVTOCI) ของแต่ละธนาคารไว้ในตารางที่ 2 ซึ่งเป็นผลขาดทุนจากการถือครองตราสารหนี้ที่ยังไม่รับรู้เข้ามาในงบกำไรขาดทุนจนกว่าจะมีการขายสินทรัพย์ดังกล่าวจริง (Unrealized Loss) พบว่ามีจำนวนรวมเพียง 14,408 ลบ. คิดเป็น 7.2% ของประมาณการกำไรกลุ่มในปี 2566 ที่ 199,887 ลบ. ในกรณีที่ถูกรับรู้เข้ามาในงบกำไรขาดทุนฺทั้งหมด ซึ่งความเสี่ยหายที่เกิดขึ้นจริงจะน้อยกว่าตัวเลขดั่งกล่าว เพราะการขายตราสารห์นี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายบริหารสินทรัพย์และหนี้สินของแต่ละธนาคาร โดยปกติจะใช้วิธีทยอยขาย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในปีเดียว นอกจากนี้บริษัทอาจเลือกไม่ขายตราสารหนี้และถือครองจนครบกำหนดแทน เพื่อไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนดังกล่าว
ทั้งนี้ จุดแข็งของธนาคารไทยอีกหนึ่งอย่างคือปริมาณเงินกองทุนทีอยู่ในระดับทีแข็งแรง เราประเมินผลขาดทุนจากการถือครองตราสารหนี้ที่มีการตีมูลค่ำผ่านงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (FVTOCI) จะส่งผลต่อเงินกองทุนน้อยมากเพราะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1-3.6% ทำให้เรามั่นใจในสภาพคล่องและความแข็งแรงทางการเงินของธนาคารไทย
อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองบวกและให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร "มากกว่าตลาด" โดยมีปัจจัยหนุนในช่วงสั้นจากแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 1/66 ที่คาดทรงตัวจากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่โตเด่นจากไตรมาสก่อนหน้า หลังหลายธนาคารผ่านการตั้งสำรองจำนวนมากไปแล้ว และได้อานิสงค์บวกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มอีก 2 ครั้งในช่วงต้นปีนี้ เลือก BBL ราคาเป้าหมาย 190 บาท เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีความแข็งแรงของพอร์ตสินเชื่อสูงและมีความสามารถในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ได้เร็ว รองลงมาเลือก KBANK ราคาเป้าหมาย 187 บาท ซึ่งคาดกำไรฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 1/66 และจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หลังปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อในพอร์ตเสร็จสิ้นไปแล้ว
คาดกระทบหุ้นไทยจำกัด
ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยนั้น นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กระแส SVB Bank ล้มละลาย กดดันตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงนี้ แต่คาดว่ากระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด สะท้อนได้จากการเกิดปัญหาเกิดจากดอกเบี้ยสหรัฐ ถูกเร่งขึ้นมาเร็วกว่า 4.25% ในช่วง 1 ปีจาก 0.5% จนล่าสุดอยู่ที่ 4.75% ขณะที่ดอกเบี้ย ไทย ธปท. ปรับขึ้น 1% ในช่วง 1 ปีจาก 0.5% ล่าสุดอยู่ที่ 1.75% ต่ำกว่าสหรัฐมาก ทำให้ ประสบปัญหาการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและต้นทุนการเงินที่น้อยกว่าสหรัฐมาก
ขณะที่ผลกระทบทางตรง เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการค้นหาว่า SVB ถือหุ้นใดในบริษัทจด ทะเบียนไทยบ้าง ซึ่งยังไม่เห็น SVB Bank ติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในหุ้นไทย แต่ในอีกมุม เห็นมี ETF ที่มีการลงทุนใน SVB Bank ได้แก่ KRE etf 2.34% , XLF etf 0.41% และ กองทุนในประเทศไทย ได้แก่ KT-FINANCE , TUSFIN , ONE-GLOBFIN , KWI-USBANK , BFINTECH เป็นต้น
จับตาเงินบาทแข็งค่า ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า
ดังนั้น ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามสหรัฐในช่วงนี้ แต่ในอีกมุมเสถียรภาพทางการเงินสหรัฐที่ลดลง กดดันให้ค่าเงินสหรัฐที่พลิกกลับมาอ่อนค่า และค่าเงินในเอเชียรวมถึงบาทที่พลิกกลับมาแข็งค่าต่ำกว่า 35 บาทต่อเหรียญอีกครั้ง หนุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และตัดสินใจย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐบางส่วนกลับมาสะสมตลาดหุ้นไทยบ้าง ภายใต้ดัชนีที่ต่ำกว่า 1610 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำถือเงินสดบางส่วน 10 –20% ส่วนหุ้นที่อาจผันผวนในช่วงสั้น คือ หุ้นกลุ่ม BANK, TECH แต่หุ้นที่น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น คือ หุ้นกลุ่ม Real Sector อย่างกลุ่มอาหาร ค้าปลีก รับเหมาฯ โรงไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มพลังงานที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์อ่อนค่า นอกจากนี้นักลงทุนน่าจะกลับมาโฟกัสเลือกหุ้นที่งบดุล แข็งแกร่งมากขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.ธนชาต ระบุว่า จากกรณี Silicon Valley Bank (SVB) และ Signature Bank ถูกทางการสหรัฐฯ สั่งปิด เนื่องจากประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง ซึ่งเป็นธนาคารปล่อยกู้รายใหญ่ให้กับบริษัท Startup รวมถึงกลุ่ม Crypto เตรียมประกาศล้มละลาย กระทบต่อหลายฝ่าย และความเชื่อมั่นของกลุ่มธนาคาร
อย่างไรก็ดี ล่าสุด Fed ได้ประกาศเข้าคุ้มครองเงินฝากประชาชน และยืนยันว่า ผู้ที่ฝากเงินใน SVB และ Signature bank สามารถเข้าถึงเงินฝากได้เต็มจำนวน Fed จะปล่อยเงินกู้ให้กับสถาบันการเงิน 1 ปี โดยแลกกับสินทรัพย์ค้ำประกัน อย่าง พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ MBS มองการที่ Fed ออกมาช่วยเหลือ และสร้างความเชื่อมั่น ช่วยคลายความกังวลลงไปได้บ้าง หนุน Dow Jones Futures ดีดตัวกว่า 300 จุดเช้านี้
