เมื่อ STARK สยายปีกส่งออก 50 ประเทศ กับภารกิจรายได้ที่จะเติบโต 2.5 หมื่นล้าน
นายชนินทร์ เย็นสุดใจ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในปี 2564 บริษัทมั่นใจว่าจะยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายรายได้จะอยู่ที่ 19,000-20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15-20% จากปี 63 ที่อยู่ระดับ 18,000 ล้านบาท และคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีก
ทั้งนี้เนื่องจากรายได้หลักคือ ธุรกิจสายไฟฟ้า และสายเคเบิ้ล มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีไปพร้อมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้า ซึ่งแผนการลงทุน 5 ปี (2563-2567) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมราว 2 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพัฒนาระบบส่ง และจำหน่ายไฟฟ้า
สำหรับปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ 8,424 ล้านบาท แบ่งเป็นไทย 7,424 ล้านบาท และเวียดนาม 1,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวน Backlog ดังกล่าว เป็นงานทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะรับรู้รายได้ส่วนใหญ่ในปี 2564 ขณะเดียวกันบริษัทมีความพร้อมที่จะยื่นเข้าประมูลงานโครงการใหม่อีกจำนวนมาก โดยคาดสิ้นปี 2564 Backlog จะเพิ่มเป็นราว 10,000 ล้านบาท ดังนั้นวางเป้าปี 65 รายได้จะเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 2.5 หมื่นล้านบาท
ส่วนกลยุทธ์ในการบริหารในปีนี้จะมุ่งเน้นการขายสินค้าในกลุ่มที่มีความสามารถในการทำกำไรได้สูง (High Margin) โดยเฉพาะกลุ่มสายไฟแรงดันระดับกลาง จนถึงระดับสูงพิเศษที่มีการเติบโตสูง เพื่อรองรับโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน พร้อมกับการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริหารจัดการร่วมกันของกลุ่มบริษัท จะช่วยให้เพิ่มความสามารถในการทำกำไรมากขึ้นด้วย ส่วนประเด็นการจ่ายเงินปันผล เบื้องต้นคาดว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือหุ้นในปี 2566 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลของรอบผลประกอบการปี 2565
นายประกรณ์ เมฆจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK กล่าวว่าปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตสายไฟฟ้า และสายเคเบิ้ลรวม 2.2 แสนตันต่อปี แบ่งเป็นไทยและเวียดนาม 50-50% ซึ่งไทยใช้กำลังการผลิตไป 60-70% ส่วนเวียดนามใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 45-50% เท่านั้น
โดยวางเป้าปี 66 มีกำลังการผลิต 3 แสนตัน และคาดว่าจะมีอัตรากำลังการใช้การผลิตทั้ง 2 ประเทศระดับ 85%ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนจะเพิ่มความเร็วในการผลิตส่วนของโรงงานเวียดนาม ภายหลังจากที่ได้ทำการบูรณาการ 2 โรงงานเข้าด้วยกันจะเกิดการประหยัดต่อขนาด และสร้างประสิทธิภาพการผลิตได้สูงสุดทำให้มีต้นทุนต่ำและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศเวียดนามที่ 20% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 20%เช่นกัน
"ในเวียดนามสร้างสัดส่วนรายได้ให้เรากว่า 36% ซึ่งการเข้าไปลงทุนประเทศเวียดนามสามารถสร้างมูลค่าให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งบริษัทมีแผนจะบุกตลาดสหรัฐ หลังจากที่จีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ถูกกีดกันด้วยกำแพงภาษี จึงเป็นโอกาสที่ดี ขณะที่ตลาดสหรัฐ มีความต้องการใช้สายไฟฟ้า และเคเบิ้ลคุณภาพสูงจำนวนมาก โดยบริษัทฯคาดว่าจะใช้โรงงานในเวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิต เพื่อส่งออกไปรวมถึงหาโอกาสใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งในปีนี้เรามีเป้าหมายสัดส่วนรายได้การส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น10-12% จากเดิม 8% โดยคาดว่าจะมีการส่งออกไปยัง 50 ประเทศ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 40 ประเทศ" นายประกรณ์กล่าว
ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 1,608.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,198.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 123.92 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,858.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวม 11,528.85 ล้านบาท
โดยปัจจัยสนับสนุนให้กำไรเพิ่มสูง เนื่องจากรับผลดีจากการเข้าลงทุนในประเทศเวียดนาม ทำให้สามารถรวมกลุ่มคำสั่งซื้อวัตถุดิบทองแดง และอะลูมิเนียม มีต้นทุนลดลง อีกทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิต ทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น รวมทั้งมุ่งเน้นขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ส่งผลทำให้กำไรสุทธิเติบโตกว่า 1,198%
