10 หุ้น งบปี 63ขาดทุนมโหฬาร กับอนาคตที่ควรไปต่อหรือจะพอแค่นี้

Wealthy Thai จะพานักลงทุน ไปยลโฉมกับ 10 บริษัทหลักทรัพย์ที่มีผลขาดทุนมากที่สุดของปี 63 ว่าแต่ละบริษัทนั้นมีผลขาดทุนได้อย่างไร และอะไรเป็นตัวการที่ทำให้งบขาดทุน รวมถึงส่องแนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรผ่านกูรูผู้เชี่ยวชาญของของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง นักลงทุนหลายท่านคงจะสงสัยกันแล้วใช่มั้ยหละว่าจะมีหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ในพอร์ทอยู่ในนั้นด้วยรึไม่ โดย Wealthy Thai จะพาไปดู



THAI ขาดทุนสะสม 1.6แสนล้าน

โดยผลประกอบการงวดปี 63ของ THAI ขาดทุนสุทธิ จำนวน 141,180 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 129,163 ล้านบาท โดยเป็นการขาดทุนสุทธิที่ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทใหญ่ 141,171 ล้านบาท  และมีรายได้รวม 48,311 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 135,735 ล้านบาท ลดลง 73.8% เพราะรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง 125,772 ล้านบาท หรือลดลง 75.4% เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศทั้งของประเทศไทย และต่างประเทศ


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมอง Negative ขาดทุนสุทธิไตรมาส 4/63 สูงถึง -91,619 ล้านบาท แย่ลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาส363 จาก -923 ล้านบาท และ -21,531 ล้านบาท ตามลำดับ เนื่องจากมีรายการพิเศษด้อยค่าสินทรัพย์กว่า -7.7 หมื่นลบ. ถ้าไม่รวมรายการพิเศษ ขาดทุนจะอยู่ที่ -31,247 ล้านบาท แย่ลง จากผลกระทบ COVID-19 ฉุดธุรกิจการบินรวมปี 63 มีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง -1.4 แสนล้านบาท ถ้าไม่รวมรายการพิเศษ ผลขาดทุนปี 63 จะอยู่ที่ -6.7 หมื่นล้านบาท แย่ลงจากปีก่อนขาดทุน -1.7 หมื่นล้านบาท และ ณ สิ้นปี63 มีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบกว่า -1.3 แสนล้านบาท ยังคง “ไม่แนะนำลงทุน”



ESSO ขาดทุนไม่หยุดหย่อน

รายงานผลประกอบการปี 63 มีผลขาดทุน จำนวน 7,911 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขาดทุนเพิ่มขึ้นจากงวดปี 62 ที่ขาดทุนสุทธิไปแล้วกว่า 3,065 ล้านบาท เพราะรายได้จากการขายในไตรมาส 4 ปี 2563 และรายได้จากกการขาย ปี 63 ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาขายและปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ อัน เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19


โดยก่อนหน้านี้บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์จากการกลั่นจะสามารถกลับมาฟื้นตัวและกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 64 หลังจากที่วัคซีนป้องกัน COVID-19 ซึ่งจะทำให้กิจกรรมการเดินทางทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ ซึ่งเชื่อว่ายังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยจนถึงไตรมาส2/64 กว่าที่จะมีการนำวัคซีนมาฉีดอย่างกว้างขวาง



BCP ขาดทุนหนักแต่ปี64 จะพลิกเป็นบวก

“บางจาก” เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ผลประกอบการปี 63 ว่า พลิกขาดทุน 6,967 ล้านบาท จากปี 62 ที่มีกำไร 1,731 ล้านบาท เพราะการขายและการให้บริการลดลง 28% จากปีก่อน และมี EBITDA  ลดลง 53%  จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  และสงครามราคาน้ำมันของผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซีย 


นอกจากนี้ มี Inventory Loss จำนวน 4,743 ล้านบาท  และบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ 2,375 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการด้อยค่าสินทรัพย์ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อีกทั้งมีขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 891 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการด้อยค่าลูกหนี้การค้าที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้การพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งได้มีการตั้งสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว


สำหรับในมุมของอนาคต บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ปี 64 คงประมาณการกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจาก ภาวะอุตสาหกรรมดีขึ้นเพราะ Covid-19 คลายตัว ไม่มีปิดเมืองแบบเต็มรูปแบบ ทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปฟื้นตัวตามกิจกรรมการเดินทาง ประกอบกับราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ ทำให้ขาดทุนสต็อกน้ำมันจำนวนมากไม่เกิดขึ้นอีก


อีกทั้งการขยายกำลังผลิตทั้งจากจำนวนกำลังผลิตไฟฟ้าในมือจาก BCPG และจำนวนสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงแหล่งปิโตรเลียมแห่งใหม่ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพการทำกำไรสูงขึ้นจากโครงการ 3E ของโรงกลั่น, โครงการ Rocket ควบคุมค่าใช้จ่าย, และพันธมิตรจากร้านสะดวกซื้อรายใหม่


โดยการเริ่มรับรู้ประโยชน์จากโครงการ 3E อย่างเต็มรูปแบบซึ่งจะ Tie-in พร้อมปิดซ่อมบำรุงใหญ่โรงกลั่น 39 วัน (15 ก.พ. 25 มี.ค.) จะช่วยหนุนค่าการกลั่นให้สูงขึ้น 0.2-0.45เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มความสามารถใช้กำลังผลิตให้เต็ม 100%, ขยายรอบปิดซ่อมบำรุงใหญ่เป็น 18 เดือน ซึ่งช่วยลบจุดอ่อนในอดีต ทั้งนี้ระยะยาวหุ้นมีปัจจัยการเติบโตที่มีเสถียรภาพด้วยความเป็นบริษัทพลังงานที่เน้นขยายในธุรกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความต้องการใช้พลังงานในอนาคต และความสนใจด้าน ESG ของนักลงทุน



AWC จะเอายังไงต่อ? เมื่อนักวิเคราะห์เสียงแตก

แอสเสท เวิรด์ รายงานผลประกอบการงวดปี 63 พลิกขาดทุนสุทธิ 1,881 ล้านบาท ลดลง 301% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 932 ล้านบาท จากผลกระทบโควิด-19 โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 6,133 ล้านบาท ลดลง 53.7% กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ของบริษัท ยังคงได้รับผลกระทบจากภาพรวมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัท


ขณะที่แนวโน้มในอนาคตนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด มหาชน และนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองไว้ต่างกัน โดยบล.ทิสโก้ แนะนำให้ “ขาย” AWC ซึ่งประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 3.60 บาทต่อหุ้น โดยคาดผลการดำเนินงานไตรมาส1/64 จะแย่ลงเนื่องจากนักท่องเที่ยวภายในประเทศลดลงจากการระบาดของโควิดระลอกสอง และผลจากฤดูท่องเที่ยวที่ผ่านช่วงไฮซีซั่นไปแล้ว


อย่างไรก็ตามแม้อัตราการเข้าพักจะยังไม่เท่ากับในช่วงต่ำสุด ในไตรมาส2/63 แต่คาดว่าไตรมาส1/64 จะต่ำกว่าระดับปกติค่อนข้างมาก เนื่องจากการขาดนักท่องเที่ยว รายได้จากพื้นที่ออฟฟิศคาดจะทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่ค้าปลีกคาดจะสะดุด เนื่องจากการเพิ่มการแจ้งเตือนข้อควรปฏิบัติในภาวะโควิดที่เพิ่มมากขึ้น และการล็อคดาวน์รอบสอง


ส่วนประเด็นของการประชุมนักวิเคราะห์ตั้งเป้าการลงทุน 1 แสนล้านบาทสำหรับปี 6467 วางแผนที่จะลงทุน 1 แสนล้านบาท จะมีแผนในการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ Group 3 และมีงบลงทุน 2 หมื่นล้านบาทในโครงการที่อนุมัติในปี 63 เช่น Gateway เอกมัย, Asiatiqiue 2.2 และ Aquatique by The Beach และ The Sigma Resort และงบอีก 4.7 หมื่นล้านบาท จะไว้ใช้สำหรับ M&A ในปี 64- 67 จากทั้งโครงการในตลาด และของ TCC ซึ่งบอร์ดได้ให้การอนุมัติแล้ว โดยที่การลงทุนจะทำให้ D/E ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 0.7 เท่า เป็น 1.2 เท่า


ด้านบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้มุมมอง ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6 บาท งบไตรมาส4/63ขาดทุนสุทธิ 492 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการ แต่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 12% โดยรวมแล้ว เห็นการปรับปรุงจากไตรมาส3/63 อย่างมีนัยสำคัญหลังจากการผ่อนคลายจากการ lockdown แม้จะมีแนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนแอในระยะสั้น แต่เรายังคงย้ำมุมมองของเราว่า AWC มีมูลค่าต่ำกว่าปกติเนื่องจากเราคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์รวมในอนาคตจะสูงกว่ามูลค่าหลักทรัพย์ของราคาตลาด ดังนั้นมองถึงศักยภาพในการเติบโตจากการเข้าซื้อกิจการในระยะยาว คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6บาท



U ขาดทุนเยอะสุดในกลุ่มอสังหาฯ

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ขาดทุนสุทธิมากที่สุดของกลุ่ม โดยงวดปี 63 มีผลขาดทุนสุทธิ จำนวน 6,610 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 1,867 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามหากย้อนไปอีก 2 ปี ซึ่งในปี60 ก็ขาดทุน 1,049 ล้านบาท และในปี 61 ขาดทุน 629 ล้านบาท หากไปดูตัวเลขขาดทุนสะสมจะอยู่ที่ 5,797 ล้านบาท


โดยเหตุผลที่งบปี 63 ขาดทุนเพราะรายได้จากธุรกิจโรงแรมจำนวน 4,560 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 59.9) มาอยู่ที่ 3,051 ล้านบาทเนื่องจากได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ประกอบกับรายได้อื่น ๆ ที่ลดลงจำนวน 289 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 12.2) จากก่อนหน้า อีกทั้งรายได้จากธุรกิจให้เช่าอาคารสำนักงานลดลงจำนวน 34 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10.6) เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
News Highlight
พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก
Updated 20 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ผนึก Jones’ Salad ลุยแคมเปญสุขภาพมิติใหม่ ชูแนวคิด “กินดี + มีประกัน คือ เกราะป้องกันที่ดี (เริ่ด)” ส่งเสริมคนไทยมีสุขภาพและความคุ้มครองที่ดี เพื่อชีวิตที่ยืนยาวมั่นคง
Updated 16 hours ago
Stock of the Day
กลุ่มท่องเที่ยว-F&B รับอานิสงส์ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โรงแรม-ร้านอาหาร รับแรงหนุน Voucher ชู CENTEL-MAGURO เด่นรับกำลังซื้อเพิ่ม
Updated 1 day ago
Fund Move
"UOB Group" ได้บรรลุข้อตกลงในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือครองธุรกิจของกลุ่ม "UOB Asset Management Ltd" ของทั้งภูมิภาค...ให้แก่ "Allianz Global Investors" คาดเรียบร้อยปีหน้า
Updated 21 hours ago
Fun of Funds
หวั่น “TISA-เวอร์ชั่นใหม่” เกาไม่ถูกที่คัน... แก้ปัญหา “เหลื่อมล้ำทางภาษี” ไม่ได้ !!!
Updated 20 hours ago
Follow Us