Blue Wave ดัน “หุ้นแบงก์-พลังงาน” ดันดัชนีตลาดหุ้นไทยสุดสดใสอีกครั้ง
ประเด็นร้อนแรงประจำวันนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือกระแส Blue Wave หรือคลื่นสีน้ำเงินที่หมายถึงความตื่นตัวของคนที่เชียร์พรรคเดโมแครต โดยประธานาธิบดีคนล่าสุดที่จะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค.นี้คือ “โจ ไบเดน” ซึ่งเมื่อคืนวันที่ 6 ม.ค.64 ผลการนับคะแนนสมาชิกวุฒิสภาหรือส.ว.รัฐจอร์เจียออกมาว่า พรรคเดโมแครตชนะ!!!
ซึ่งนั่นหมายถึงว่าพรรคเดโมแครตครองเสียงทั้ง “สภาบน-สภาล่าง” ทำให้โอกาสที่ไบเดนจะขับเคลื่อนนโยบายตามที่หาเสียงไว้ เช่น การขึ้นภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) การเพิ่มเงินคนรากหญ้า หรือการขับเคลื่อนพลังงานทางเลือก หรือ Green Economy มีความเป็นไปได้สูง
ผลดังกล่าวจึงทำให้ดัชนีหุ้นดาวโจนส์เมื่อคืนปิดตลาดที่ 30,829.40 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 437.80 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.44% ส่วนตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 จุด ทะลุแนวต้าน 1,500 ได้อีกครั้ง แล้วจะส่งผลกระทบอย่างไรกับตลาดหุ้นไทย? และเซ็คเตอร์ไหนจะได้ประโยชน์? Wealthy Thai เลยหาคำตอบมาฝากนักลงทุน!
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับเราว่า แน่นอนว่าถ้ากระแส Blue Wave มาจะส่งผลกับการขับเคลื่อนนโยบายโดยตรง ซึ่งเราเชื่อว่าในระยะแรกนี้จะเน้นการฟื้นเศรษฐกิจก่อน เช่น การให้เงินรากหญ้า ซึ่งนอกจากจะเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ยังเป็นการรักษาฐานคะแนนเสียงของคนที่เลือกพรรคเดโมแครต
ส่วนผลกระทบต่อ Sentiment การลงทุนทั่วโลก แน่นอนว่าการดำเนินนโยบายของไบเดน จะมีทั้งผลบวกและผลลบ โดยเฉพาะ “เงินเฟ้อ” ทำให้ตลาดเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อย ล้อไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ระยะยาว หรือรุ่นอายุ 10 ปี ล่าสุดเมื่อเมื่อคืนก็บวกทะลุ 1%
หุ้นแบงก์-พลังงาน รับข่าว Blue Wave
ด้วยผลบวกจากบอนด์ยีลด์ระยะยาวนี้เอง จึงส่งผลดีกับหุ้นแบงก์และหุ้นประกัน โดยหุ้นที่เมย์แบงก์แนะนำคือ TMB และ KBANK และหุ้นอีกกลุ่มที่มองว่าจะได้ประโยชน์คือ หุ้นพลังงาน โดยเลือก PTTGC เป็นตัวเด่นของกลุ่ม
“สำหรับภาวะตลาดหุ้นวันนี้ ให้กรอบการลงทุน 1,480-1,520 จุด แน่นอนว่าตลาดหุ้นไทยได้รับประโยชน์จาก Blue Wave โดยตรง เนื่องจากหุ้น 2 กลุ่มที่รับอานิสงส์โดยตรงคือ หุ้นการเงิน (แบงก์และประกัน) กับหุ้นพลังงาน เป็นหุ้นกลุ่มหลักที่มีผลต่อมาร์เก็ตแค็ปตลาดหุ้น จึงอิมแพ็คค่อนข้างมาก ประกอบกับยังมีประเด็นทิศทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีผลต่อหุ้นธนาคาร ส่วนหุ้นน้ำมันมีเรื่องสต็อกน้ำมันของ Opec เข้ามาสนับสนุน อย่างก็ตามสำหรับหุ้นประกัน เปิดตลาดภาคเช้าที่ผ่านมา BLA บวกไป 4% แต่ทางเมย์แบงก์ไม่ได้ Cover จึงอาจแนะนำไม่ได้มาก” นายวิจิตรกล่าว
ด้านนายชาญชัย พันธาทนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่าประเด็นดังกล่าวถือเป็นทิศทางที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะหลังจากการประกาศผลตลาดหุ้นสหรัฐต่างก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะตลาดหุ้นดาวโจนส์ ที่มีกลุ่มหุ้นวัฎจักรอยู่เช่นกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นผลดีเมื่อมาเทียบกับตลาดหุ้นไทยกลุ่มพลังงาน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งหุ้นทั้ง 3 กลุ่มนี้มีน้ำหนักต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยกว่า 50% ทั้งนี้จึงมองว่าประเด็นดังกล่าวจึงอาจจะเป็นประเด็นบวกให้กับดัชนีตลาดหุ้นไทย เพราะเชื่อว่ากระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นในภูมิภาค และตลาดหุ้นไทย
ขณะเดียวกันมองว่ากรณีที่พรรคเดโมแครตเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ก็จะส่งผลให้นโยบายที่นายโจ ไบเดนเคยหาเสียงไว้สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่จะส่งผลดีให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียคือนโยบายการเก็บภาษีเพิ่มของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ
