ส่องหุ้นแถว 3 ธีมเปิดประเทศ กลุ่มอสังหาฯน่าสะสมรับต่างชาติ
สัญญานการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เริ่มเห็นสัญญานผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง และยิ่งภาครัฐเร่งกระจายวัคซีนมากขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปิดประเทศได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thaiจึงได้รวบรวมหุ้นที่น่าจะได้ผลบวกต่อการเปิดประเทศ ที่นอกเนื่องกับหุ้นท่องเที่ยว และโรงพยาบาล
“กลุ่มอสังหาริมทรัพย์หลายๆ ตัว ปรับขึ้นขึ้นมาบ้างแล้ว ส่วนตัวอื่นๆ ก็เริ่มเห็นการขยับขึ้นมาเช่นกัน โดยมองว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการประกาศปันผล และหุ้นหลายๆตัวยังราคาถูกอีกด้วย แม้กำไรจะไม่โต แต่ P/VB ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และค่า P/E ก็ต่ำเช่นกัน แต่ด้วยสถานการณ์การเงินในระบบที่อยู่นะดับสูง ต่อให้กำไรไม่โต โดย P/E ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3-4 เท่าจากเดิม 7-8 เท่า” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
พร้อมยังบอกอีกว่า หากพูดถึงธีมเปิดเมือง โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ และการระบาดของโควิดที่ผ่านมาก็ไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกันราคาสินทรัพย์อสังหาปรับตัวลงมาจำนวนมาก นอกจากนี้เงินใระบบที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาที่มีการขายพันธบัตร และขายหุ้น รวมถึงสินทรัพย์ ดิจิตอล จึงเกิดคำถามว่าเม็ดเงินหายไปไหน ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตามประเด็นที่เม็ดเงินยังอยู่ในระดับสูง แต่ยังเข้าไทยได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงเชื่อว่าหากมีการเปิดประเทศ ต่างชาติจะกลับเข้ามาประเทศไทยเยอะขึ้น โดยในแง่ของหุ้นที่อยู่อาศัย ที่มีคอนโดจำนวนมาก และต่างชาติไม่ถึง 49% น่าซื้อสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลาง คือ AP, ANAN, NOBLE, RML และ ORI ในครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างโดดเด่น
AP แบ็กล็อกสูง
เริ่มจาก AP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแผนการดำเนินงานปี 2564 ที่แม้ยังเน้นการเปิดตัวโครงการแนวราบเป็นหลัก แต่แผนการเปิดตัวโครงการแนวสูง (รวม 1.4 หมื่นล้านบาท) คาดเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดในด้านยอดขายของบริษัทเติบโตโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่ม หลังอุปทานแนวสูงช่วงระดับราคา 3-10 ล้านบาท คาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการแข่งขันในการระบายสินค้าที่เข้มข้นในช่วงครึ่งแรกของปี 64
ดังนั้น เราคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 3.7 พันล้านบาท แม้คาดลดลง 11.7% จากฐานที่สูงในปี 2563 แต่ราคาปัจจุบันซื้อ-ขาย บน PER2564 ที่เพียง 6.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของบริษัทที่ 7.6 เท่า และต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ 7.5 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ จึงคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 8.35 บาท/หุ้น และคงให้เป็น Top Pick ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้เงินปันผลงวดปี 2563 ให้ Div. Yield ที่สูงถึง 6.2% ช่วยจำกัด Downside Risk
โดย Backlog ณ วันที่ 15 ก.พ. 2564 อยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบที่ 1.2 หมื่นล้านบาท และแนวสูงที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ (โครงการ AP ที่ 1.9 พันล้านบาทและโครงการ JV ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท) คาดโอนในปี 2564 ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น Secured Transfer (รวมการโอนโครงการ JV) ของเป้าหมายบริษัทแล้วกว่า 63% ซึ่งบริษัทตั้งเป้า Budget ในการซื้อที่ดินในปี 2564 ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์และสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ราว 4.0 พันล้านบาท เป็นปัจจัยสำคัญหนุนการเติบโตของรายได้และกำไรในปี 2565-67
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ยังคงแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 8.20 บาท จากการอิงผลประกอบการ 2564 และค่าเฉลี่ย P/E ที่ 7 เท่า โดย AP ยังถือว่าปลอดภัย เนื่องจากมี Backlog จากการร่วมทุนที่แข็งแกร่ง และโครงการของ AP ยังถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีโดยเฉพาะโครงการแนวราบ เรายังคงเลือก AP เป็น Top Pick ของกลุ่ม
ทั้งนี้ AP ได้ตั้งเป้ายอด Presales ปี 2564 ที่ 3.55 หมื่นล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 12.1% จากปีก่อน โดยที่เป็นสัดส่วนของโครงการคอนโดที่ 7.5 พันล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ และจากกลุ่มแนวราบที่ 2.8 หมื่นล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการใหม่ 30 โครงการ
ANAN ไม่มีการบันทึกขาดทุนพิเศษ
ขณะที่ ANAN โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ANAN ตั้งเป้ายอด Presales ปี 2564 ที่ 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจะมาจากการเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 2.44 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมียอด take up rate จากโครงการใหม่ที่ 20%
ทั้งนี้ ANAN มียอด Backlog ที่รอโอนปี 2564 ที่ 7.7 พันล้านบาท โดยที่เป็นสัดส่วนของลูกค้าต่างชาติที่ 39% และ ANAN มีนโยบายเก็บ Down payment ที่ 16% ที่จะมาช่วยเพิ่มความมั่นใจในการโอน โดยที่ ANAN ตั้งเป้ายอดโอนปี 2564 ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เป็นส่วนของโครงการคอนโดที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และส่วนของโครงการแนวราบที่ 2 พันล้านบาท หนุนโดยโครงการแนวราบพร้อมโอนที่ 8 พันล้านบาท และรายได้จากการโอนในปี 2564 จะมาจากการโอนโครงการใน Inventory ทั้งหมด เนื่องจากปี 2564 จะไม่มีโครงการเสร็จใหม่โอนเพิ่ม แต่ ANAN มี โครงการใน Inventory สูงถึง 3.1 หมื่นล้านบาท และเป็นโครงการที่พร้อมโอนที่ 2.43 หมื่นล้านบาท
ด้าน Gross Margin ปี 2564 คาดว่าจะอยู่ที่ 23.5% ใกล้เคียงกับปี 2563 และคาดว่าปี 2564 ANAN จะสามารถปิดการขายโครงการได้เพิ่ม 9 โครงการ โดยคาดว่าผลประกอบการปี 2564 จะสามารถพลิกเป็นกำไรได้อีกครั้งที่ 424 ล้านบาท หลังจากที่ ANAN ได้ปรับโครงสร้างรายได้มาเน้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และคาดว่าจะไม่มีการบันทึกขาดทุนพิเศษเพิ่ม
อย่างไรก็ตามแม้ว่าปี 2564 คาดว่า ANAN จะสามารถกลับมามีกำไรอีกครั้ง แต่เนื่องจากยอดโอนจะมาจากการโอนโครงการใน Inventory ทั้งหมด จึงคาดว่ามีโอกาสที่ Gross Margin จะยังคงอยู่ในระดับต่ำจาก Promotion Campaign ทั้งหลาย แต่เนื่องจาก ANAN ยังมี Strategic Partner ที่แข็งแกร่งอย่าง Mitsui Fudosan, BTS Group และ DTC ที่พร้อมร่วมลงทุนในระยะยาวกับ ANAN ยังมีมุมมองการเติบโตระยะยาวของบริษัทที่แข็งแกร่ง จึงยังคงแนะนำ ถือ ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 1.17 บาท
NOBLE ลุ้นเงินปันผลปี 64 ที่ 0.80 บาท/หุ้น
ด้าน NOBLE โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาพื้นฐาน 8.71 บาท โดยคาดอัตราเติบโตกำไรหลักปี 64 จะเติบโต 6% จากปี 63ส่วนปี 65 คาดเติบโต 17% หลังปรับประมาณการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสะท้อนรายได้อื่นๆที่เพิ่มขึ้น ข้อดี 1.การเป็นพันธมิตรร่วมกับ U City (U) พัฒนาโครงการคอนโด ก็มีโอกาสจะได้รับที่ดินในทำเลที่ดี และต้นทุนไม่สูง ซึ่ง U มีกลยุทธ์การเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยการขายที่ดิน ขณะที่ธุรกิจโรงแรมได้รับผลลบจากโรคโควิด-19 โดยในปีนี้จะมีทั้งหมด 5 โครงการ
และ 2.การที่เศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้เร็ว เพราะมีส่วนครองตลาดสูงสุดราว 37% ในการนำคอนโดที่ไทยไปจำหน่ายยังต่างประเทศ สืบเนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ NCROWNE มีเครือข่ายคือ Fulcrum Global เป็นองค์กรที่เชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ รวมทั้งมีโอกาสไทยจะเปิดประเทศในครึ่งหลังปี 64 ด้วย
NOBLE รุกสู่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ขายหนี้เสีย NPL และสินทรัพย์ NPA บริษัทไปร่วมลงทุนในบ.ย่อย SAWAD คือ SWP Asset Management (SWP) ทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ โดยเข้าไปถือหุ้น 20% จ่ายเงินลงทุน 300 ล้านบาท ให้กับ SAWAD เริ่มธุรกิจปี 64 คาดจะไม่ได้รับผลขาดทุนแต่ได้กำไรตั้งแต่ปีแรก เพราะ SWP มีกำไรต่อปีราว 100-200 ล้านบาทอยู่แล้ว ตามสัดส่วนจะได้กำไรราว 20-40 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ NOBLE ได้คาดหวังว่ากำไรของบริษัทร่วมทุนแห่งนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 400-500 ล้านบาท (ส่วนของ NOBLE 80-100 ล้านบาท) ในปี 2566 ที่จะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งได้มีการว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว ก็จะทำให้เกิดประโยชน์คือ มีกำไรจากการถือหุ้น SWP ในอนาคต
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เรามีมุมมองเป็นบวกจาก 1.ผลประกอบการไตรมาส 4/63 ที่เติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการเข้าสู่ช่วงของการเก็บเกี่ยว Backlog โครงการแนวสูงซึ่งคาดเป็นแนวโน้มต่อเนื่องในปี 2564 ที่มี Backlog รอรับรู้เป็นรายได้ราว 5.2 พันล้านบาท
2.เป้าการเปิดตัวโครงการใหม่เชิงรุกในปี 2564 คาดเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดขายซึ่งจะเป็นการสร้างฐาน Backlog สำหรับปี 2565-2566 และ 3.ประมาณการปี 2564 ของเรายังมี Upside risk จากส่วนแบ่งกำไรจาก SWP (ดำเนินธุรกิจ AMC) หากธุรกรรมเข้าลงทุนแล้วเสร็จภายในช่วงครึ่งแรก ปี 2564
นอกจากนี้ หากรัฐมีมาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว/นักลงทุนต่างชาติ ในช่วงไตรมาส 2-3/64 คาดเป็น Upside risk ต่อการระบาย Inventory และ Take-up rate สำหรับโครงการเปิดตัวใหม่อีกเช่นกัน จึงคงประมาณการกำไรปี 2564 ที่ 1.9 พันล้านบาท ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในช่วง 2-3 ปี คาดโดดเด่นที่สุดในกลุ่มจากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่หนาแน่น คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2564 ที่ 10.40 บาทต่อหุ้น พร้อมคาดเงินปันผลปี 2564 ที่ 0.80 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่สูงถึง 10.3%
RML ตุน Backlog 6,565.2 ล้านบาท
ส่วน RML ปัจจุบันยังไม่มีบทวิเคราะห์ แต่ก่อนหน้านี้นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RML เปิดเผยว่า แม้ทิศทางภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ปี 64 มีปัจจัยลบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว แต่บริษัทเชื่อว่าจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 อยู่ที่ 6,565.2 ล้านบาท รวมทั้งหมด 7 โครงการ ได้แก่ โครงการ Tait12 39.2%, โครงการ The Estelle Phrom Phong 34%, โครงการ The Lofts Silom 15.6 %, โครงการ The Lofts Ratchathewi 9.8%, รวมจากโครงการ The Lofts Asoke, The River และ Unixx South Pattaya 1.4%.
บริษัทวางแผนเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ ในซอยสุขุมวิท 38 ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนโครงการที่ 3 ระหว่างบริษัท กับ บริษัท โตเกียว ทาเทโมโนะ ส่วนโครงการอาคารสำนักงานเกรดเอ อยู่ในระหว่างการก่อสร้างคือ โครงการ วัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ (One City Centre "OCC") โดยโครงการนี้เป็นการร่วมทุนในสัดส่วน 60:40 ระหว่างบริษัท กับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย
ORI เป้ายอดจองปีนี้สูงทำสถิติ
และสุดท้าย ORI โดยสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า แนะนำ ถือ ด้วยมูลค่าเหมาะสมเดิม 7.20 บาท/หุ้น โดย ORI มีการจ่ายปันผลที่ดีที่ 5% รวมทั้งงานในมือที่ดี และแผนการเพิ่มโครงการให้เพียงพอต่ออุปสงค์ในพื้นที่นั้นๆ อีกทั้งยังพยายามกระจายความเสี่ยงออกจากธุระกิจหลัก อย่างการขนส่ง และสุขภาพ และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้จาก JV อย่างไรก็ดี เราปรับลดการประเมินรายได้, GPM และ SG&A to sales ปี 2564 ลงเพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะแนวจากฝ่ายบริหาร ส่วนประเมินปี 2565 ยังดังเดิม
ทั้งนี้ สิ้นปี 2563 มี Backlog ในมือ 3.58 หมื่นล้านบาท โดย 40% จะรับรู้ภายในปีนี้ ส่วนที่เหลือจะรับรู้ภายในปี 65-67 ส่วนเป้ายอดจองปีนี้สูงทำสถิติที่ 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2564 แบ่งเป็น โครงการใหม่ 2 หมื่นล้านบาท โดยคาดรายได้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิที่ระดับ 3,159 ล้านบาท เติบโต 18.67% จากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2,661.89 ล้านบาท

