ยังมีหวัง! หุ้นไทยมีโอกาสเกิด Election Rally ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ลุ้นกระแสเงินฟันด์โฟลว์ไหลเข้า ดันดัชนีฟื้น

จากสถิติช่วงก่อนการเลือกตั้งและและหลังการเลือกตั้งดัชนีมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีหรือเกิด Election Rally ซึ่งการการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. นี้ หลายฝ่ายก็คาดหวังว่าดัชนีจะตอบรับในเชิงบวกเช่นเดียวกัน แต่หากดูข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์จะพบว่า ตั้งต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน SET Index ยังให้ผลตอบแทนติดลบที่ 6.38% ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติก็ยังทยอยขายสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง


แต่วานนี้ (8 พ.ค. 66) นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 4.1 พันล้านบาท จึงเกิดเป็นข้อสงสัยว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Election Rally หรือไม่ และมีโอกาสที่เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่องไหม


โดย Wealthy Thai ได้สอบถามไปยังนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ซึ่งให้มุมมองว่า มีความเป็นไปได้ที่แรงซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันวานนี้รวมกว่า 6.1 พันล้านบาทจะเป็น Election Rally เพราะก่อนหน้านี้เรามีวันหยุดยาวจำนวนมาก อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติก็อยู่ในลักษณะทยอยขายหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง


ดังนั้นเมื่อผ่านวันหยุดยาว และมีความชัดเจนจากการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐ จึงทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งหุ้นไทยก็ได้รับอานิสงส์ด้วย หลังจากช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยค่อนข้างมาก


สำหรับ Election Rally หากดูสถิติย้อนหลัง จะพบว่าคนที่เข้าซื้อจะเป็นนักลงทุนสถาบันเป็นหลัก ค่าเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อหุ้นไทยในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งมีไม่มาก เพียงแต่ว่ารอบนี้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาเยอะ จึงคาดหวังว่าแรงขายในระยะถัดไปจะชะลอตัวลง ประกอบกับเริ่มเห็นแรงซื้อในฝั่งนักลงทุนสถาบันในเดือนที่ผ่านมาค่อนข้าวชัด ก็คาดหวังว่าในช่วงนี้จะเห็น Election Rally ได้บ้าง


อย่างไรก็ตาม ด้วยตลาดหุ้นไทยวานนี้ปรับตัวขึ้นแรง จึงมองว่าระยะสั้นดัชนีอาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง เว้นแต่ว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐที่จะประกาศในคืนวันพุธนี้จะออกมาในเชิงบวก ก็อาจจะเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ ทั้งนี้ หากผลการเลือกตั้งออกมาเสียงขาด สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน


ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ก่อนหน้านี้เราแนะนำให้นักลงทุนเข้าสะสมในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงบริเวณ 1,590 -1,500 จุด ซึ่งดัชนีปรับลงไปแตะบริเวณดังกล่าวก่อนจะรีบาวน์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงเป็นการถือลงทุนต่อเนื่อง โดยแนะนำหุ้นที่อ้างอิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เช่น หุ้นกลุ่มค้าปลีก หุ้นอาหาร หุ้นเครื่องดื่ม หุ้นโรงไฟฟ้า และหุ้นสื่อสาร  


นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์น่าจะได้รับอานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่คาดจะถึงจุดพีคในช่วงกลางปีนี้ หลังจากนั้นจะเป็นภาพของการคงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ดังนั้นกลุ่มไฟแนนซ์จึงน่าสนใจ ในขณะที่หุ้นส่งออกและพลังงานที่อ้างอิงกับเศรษฐกิจโลก เรายังไม่แนะนำลงทุน เพราะเชื่อว่าในประเทศน่าจะแข็งแรงกว่าปัจจัยภายนอก

ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
Updated 19 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
Updated 20 hours ago
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
Updated 22 hours ago
Follow Us